pdf pic

บทที่ 9

 

opq9f8d60W7AwO14vHJ-o.png

 

ความเร้นลับของรูปเคารพกับความรักของพระเจ้า

 

เรื่องการหายโรค

      ผมขอแบ่งปันเรื่องหนึ่งเป็นอารัมภบทในการเริ่มต้นบทนี้  เรื่องนี้อยู่ในตอนท้ายของรายงานที่ผู้ร่วมงานของเราในอินโดนีเซียเขียนเล่าในหัวข้อ “คำแบ่งปันเพื่อหนุนใจคุณ” ดังนี้

“ไม่กี่เดือนมานี้ มีสมาชิกกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์คนหนึ่งชื่อแอนนี่ได้แบ่งปันว่าเพื่อนของเธอคนหนึ่งหายจากโรคมะเร็งเต้านมหลังจากอ่านหนังสือคำพยานของคุณ  ในขณะที่เพื่อนของเธอรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ต้า  แอนนี่ได้ให้หนังสือคำพยานของคุณและอธิษฐานเผื่อเธอ  เพื่อนคนนี้มีความฝังใจที่ไม่ดีกับคริสเตียนและผิดหวังกับคริสเตียนหลายต่อหลายครั้ง  หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้เธอจึงค่อยๆเริ่มมีความเชื่อ  เธอชอบหนังสือเล่มนี้มากจนต้องอ่านหลายรอบและเริ่มที่จะเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงรักษาเธอ  หมอยังบอกเธออีกว่าเธอหมดโอกาสจะตั้งครรภ์

จากนั้นไม่นานเธอได้ติดตามสามีกลับไปประเทศจีน  สามีของเธอสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เรื่องของเรื่องก็คือหมอในปักกิ่งที่เคยรักษาเธอต่างแปลกใจที่พบว่าโรคมะเร็งของเธอได้หายไป  และยิ่งกว่านั้นเธอก็กำลังตั้งครรภ์ด้วย  สรรเสริญพระเจ้า!  ทีมผู้ร่วมงานจึงขอแอนนี่ให้เพื่อนเขียนคำพยานของเธอ”

         ผมอยากแบ่งปันข่าวดีกับคุณเรื่องคนที่หายจากโรคมะเร็งเต้านมหลังจากอ่านคำพยานของผม  ผมอยากถามคุณว่าอะไรคือสิ่งที่เธอเชื่อ?  อะไรกันแน่ที่ทำให้มะเร็งเต้านมนี้หายอย่างอัศจรรย์? ผมคิดว่าการที่เธอตั้งครรภ์ไม่ได้นั้นไม่เกี่ยวอะไรกับมะเร็งเต้านมเพราะผมรู้ว่าสองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน  แต่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่พระเจ้าได้รักษาเธอให้หายจากมะเร็งเต้านมแล้วก็ยังให้เธอตั้งครรภ์อีกด้วย

          เมื่อเธออ่านคำพยานของผม  เธอก็เริ่มเชื่อมากขึ้นว่าพระเจ้าเจ้าจะรักษาเธอ  เธอหายเพราะความเชื่อของเธอหรือ?   ตัวความเชื่อเองมีฤทธิ์ที่จะรักษาได้หรือ?

         จิตแพทย์บางคนบอกอย่างนั้น  มีหนังสือเรื่องฤทธิ์ของการอธิษฐานที่เขียนโดยแพทย์คนหนึ่ง  ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นคริสเตียนหรือเปล่า ผมดูรายการสัมภาษณ์เขาที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง เขายืนยันว่าการอธิษฐานมีฤทธิ์ในตัวของมันเอง  ที่แม้ว่าคุณจะอธิษฐานเผื่อต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกไว้  มันก็จะโตเร็วกว่าต้นที่ไม่ได้อธิษฐานเผื่อ

         ความเชื่อของหญิงคนนี้อยู่ที่สิ่งใด? เธอหายจากมะเร็งเต้านมได้เพียงเพราะเธอมีความเชื่ออย่างนั้นหรือ?  ผมหวังว่าคงไม่ใช่เช่นนั้น  เพราะหนังสือของผมไม่ใช่คำพยานเกี่ยวกับความเชื่อของคนๆหนึ่งแต่เกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  เธอมีความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร?    เธอไม่รู้จักพระเจ้า เธอไม่ได้เป็นคริสเตียน แล้วเธอจะมีความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร?  เรารู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องของคนที่สิ้นหวัง ต่ำต้อย ยากจน และอ่อนน้อมถ่อมตน  แต่คริสเตียนบางคนจะบอกว่า  หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นคริสเตียนจึงไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องจากพระเจ้า  แต่ความเป็นจริงก็ปรากฏให้เห็นแล้วและแม้แต่หมอเองก็ยังแปลกใจที่มะเร็งของเธอได้หายไป

         สิ่งนี้ทำให้มีคำถามต่อไปอีกว่า  มันสำคัญไหมว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่นั้นมันถูกหรือผิด?  คนเราจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่ามีฤทธิ์อำนาจอยู่ในสิ่งนั้น  ในฮ่องกงมีคนที่นมัสการเทพธิดากวนอิม[1] (เทพธิดาแห่งความเมตตา) หรือไม่ก็พระโพธิสัตว์[2] พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาเชื่อมีฤทธิ์อำนาจอยู่ในตัวเอง  การที่เราจะเชื่อถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่ามันมีฤทธิ์อำนาจ  เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะอธิษฐานกับสิ่งที่คุณไม่คิดว่ามีฤทธิ์อำนาจ เว้นแต่ว่าคุณกำลังทำไปตามธรรมเนียม ถ้าเป็นเช่นนั้นธรรมเนียมที่ทำกันมาก็จะเป็นรูปที่น้อยสุดของ “ความเชื่อ” แต่สิ่งที่มีฤทธิ์อำนาจทุกอย่าง เช่น เทพธิดากวนอิมนั้นเป็นสิ่งถูกต้องไหมที่จะเชื่อถือ?

          เมื่อผมสำรวจพระทั้งหลายของพระคัมภีร์เดิมที่มีประชาชนมากมายรวมทั้งประชากรอิสราเอลนมัสการกราบไหว้  ผมเห็นว่าไม่มีใครจะกราบไหว้พระเหล่านี้ถ้าพระเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรให้กับผู้ที่มากราบไหว้ตนได้  มันจะต้องมีพลังอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังพระเหล่านี้  เปาโลกล่าวว่ามีพลังอำนาจของภูตผีทำงานผ่านสิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาเชื่อถือ (1โครินธ์ 10:20-21)[3]

เราสนใจจะนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงไหม?

      เราสนใจไหมว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่นั้นมันถูกหรือผิด?  เราอธิษฐานกับพระเยซูแต่ว่าพระองค์เป็นจุดหมายแท้จริงในความเชื่อของเราไหม?  ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพได้ผลักพระยาห์เวห์ออกไปจากชีวิตอย่างสมบูรณ์ เราไม่รู้ชื่อเฉพาะของพระองค์หรือรู้ว่าพระองค์เป็นใคร  เราเรียกพระองค์อย่างคลุมเครือว่า “พระบิดา”  แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าพระบิดาคือพระยาห์เวห์หรือเปล่า  และดูเหมือนว่าเราก็ไม่เดือดร้อนใจอะไร  ผมไม่เห็นปฏิกิริยารุนแรงจากพวกคุณแต่อย่างใดเมื่อผมพูดว่า “คุณไม่ได้นมัสการพระยาห์เวห์พระเจ้าของคุณ”

      คุณจะตอบสนองอย่างไรถ้าเอลียาห์ยืนอยู่ตรงนี้และพูดว่า “คุณไม่ได้นมัสการพระยาห์เวห์พระเจ้าของคุณ  คุณไม่ได้รักพระองค์ด้วยสุดใจสุดจิต สุดความคิด และสุดกำลังของคุณ  คุณไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าของคุณ!”  คุณคงนึกภาพคำสนทนากับเอลียาห์ต่อไปนี้ออก

         

          คุณ:       ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องนมัสการพระยาห์เวห์

         เอลียาห์:  คุณมีพระคัมภีร์หรือเปล่า?

         คุณ:        มีสิ 

         เอลียาห์:  คุณได้อ่านไหม? 

         คุณ:       อ่านสิ  

         เอลียาห์:  แล้วทำไมคุณจึงไม่เชื่อและนมัสการพระยาห์เวห์แต่เพียงผู้เดียวล่ะ? 

         คุณ:       มันสำคัญไหม?  ก็ผมนมัสการพระเยซูแล้ว

         ความไม่ใยดีนี้น่าตกใจใช่ไหม?  ดูเหมือนเราจะไม่ทุกข์ร้อนกับคำกล่าวหาของเอลียาห์เลยว่าเราไม่ได้นมัสการพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา  ในสถานการณ์เช่นนี้เอลียาห์จะทำอะไร? หรือถ้าเป็นอิสยาห์ หรือเปาโลล่ะ?  พระเจ้าเดียวที่เปาโลรู้จักและนมัสการคือพระยาห์เวห์  เพราะว่ามี “พระเจ้าเพียงองค์เดียวคือพระบิดา”  และมีองค์ผู้เป็นเจ้าเดียวคือพระเยซูคริสต์ (1โครินธ์ 8:6)  เปาโลไม่ได้รู้จักพระเจ้าอื่นอีกและพระคัมภีร์ใหม่ก็ไม่รู้จักพระเจ้าอื่นเช่นกัน

          พระยาห์เวห์ไม่เคยเป็นผู้ที่เราเชื่อ แต่เมื่อผมพิสูจน์ให้คุณเห็นเรื่องนี้อย่างที่ผู้เผยพระวจนะของพระคัมภีร์เดิมหรืออัครทูตของพระคัมภีร์ใหม่เชื่อ  ผมก็ไม่เห็นปฏิกิริยาของพวกคุณหรือความเสียใจกับสิ่งที่กระทำไป  ผู้ที่คุณนึกถึงเป็นหลักจะเป็นพระเยซูเสมอดังเห็นได้จากคำถามที่คุณถามว่า “ถ้าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยาห์เวห์ แล้วพระเยซูทรงเป็นใคร?  ถ้าพระเยซูไม่เป็นพระเจ้า แล้วการที่พระองค์จะทรงดำรงอยู่ก่อนก็มีโอกาสน้อยมากนะสิ?”  ความสนใจทั้งหมดจะรวมอยู่ที่พระเยซูไม่ใช่ที่พระยาห์เวห์  ชีวิตของเราจดจ่ออยู่กับพระเยซูของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ผู้ที่แตกต่างจากพระเยซูของพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง

เราจะยกพระเยซูให้สูงแค่ไหน?

      สิ่งที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือไม่มีใครสนใจพระยาห์เวห์มาก ความสนใจจะอยู่ที่พระเยซูเสมอ  “ถ้าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า แล้วพระองค์จะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆไหม?  อย่าได้คิดเลย!  อย่างน้อยๆก็กรุณายกระดับพระองค์ให้สูงกว่ามนุษย์สักนิดเถอะ” จะให้สูงขึ้นแค่ไหนหรือ?  ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพได้ยกพระองค์ถึงระดับของพระเจ้าที่เท่าเทียมกับพระยาห์เวห์  และถ้าเราให้พระเยซูลงมาอยู่ในระดับเดียวกับมนุษย์ล่ะที่ตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพแล้วมนุษย์ไม่สำคัญ?  เราควรจะยกพระเยซูให้สูงกว่ามนุษย์สักหน่อยไหม?  แล้วการทำให้พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนล่ะ?

          คุณอยากจะยกพระเยซูให้สูงขึ้นแค่ไหน?  มันก็เหมือนกับการเสนอราคาประมูล  คุณเสนอให้พระคริสต์ทรงดำรงอยู่ก่อน  มีคำถามตามมาว่าการดำรงอยู่ก่อนของพระองค์นั้นดำรงอยู่ก่อนย้อนไปไกลแค่ไหน?  ตั้งแต่ช่วงของการสร้างโลกไหม?   ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ทำให้พระองค์สูงกว่าอาดัมเพราะอาดัมก็ดำรงอยู่แล้วในวันที่หกของการสร้างโลก  เราจะดึงดันให้การดำรงอยู่ก่อนของพระคริสต์ย้อนไปก่อนอาดัมไหม? หรือว่าจะย้อนไปตั้งแต่เวลาที่ผ่านมายาวนานนิรันดร์ไหม?  นั่นจะทำให้พระองค์สูงกว่าบรรดาทูตสวรรค์ไหม?  ตอนที่สร้างโลก ทูตสวรรค์ก็มีอยู่แล้ว  ชาวยิวคงยืนยันเสมอว่าทูตสวรรค์มีอยู่ย้อนไปตั้งแต่เวลาอันยาวนานนิรันดร์ เราจะพอใจไหมที่ให้พระเยซูเท่าเทียมกับเหล่าทูตสวรรค์ในแง่ของการดำรงอยู่ก่อน?  ถ้าไม่  แล้วจะให้พระองค์เท่าเทียมกับหัวหน้าทูตสวรรค์อย่างมีคาเอลกับกาเบรียลไหม?  เราไม่รู้ว่ามีหัวหน้าทูตสวรรค์จำนวนเท่าใด  แต่ก็มีน้อยจริงๆตามความเข้าใจของผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับทูตสวรรค์

          ตาของเราบอดสนิทด้วยคำสอนของคริสเตียนตะวันตกจนเราไม่เห็นสิ่งที่พระคัมภีร์พูดด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ   ภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำยังไงหรือ?   ก็คำกล่าวที่ชัดถ้อยชัดคำว่ามนุษย์ถูกสร้างให้ต่ำกว่าพระเจ้าเองเพียงหน่อยเดียวและสูงกว่าเหล่าทูตสวรรค์อย่างแน่นอน  “เพราะพระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์แต่หน่อยเดียว และทรงประทานสง่าราศีกับเกียรติเป็นมงกุฎให้แก่เขา” (สดุดี 8:5 ฉบับไทยคิงเจมส์)

         เราถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า  เหล่าทูตสวรรค์ได้ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าไหม?  ตามพระคัมภีร์แล้วจะมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า   แม้หลังจากที่อาดัม “ล้มลงในบาป” เขาก็ไม่เคยหยุดการเป็นฉายาของพระเจ้าหรือการเป็นสง่าราศีของพระเจ้าเลย (1 โครินธ์ 11:7)[4]

         พระเจ้าทรงให้ “สง่าราศีและเกียรติ” กับเหล่าทูตสวรรค์อย่างที่พระองค์ทรงให้กับมนุษย์ไหม?  ทูตสวรรค์เป็นผู้รับใช้ที่คอยรับใช้ (ฮีบรู 1:7)  เหล่าทูตสวรรค์ทั้งหลายเป็นเพียงผู้รับใช้  คำว่า “ทูตสวรรค์” ในภาษากรีกหมายความแค่ว่า “ผู้ส่งข่าว”[5]

          พระเยซูทรงสูงกว่าเหล่าทูตสวรรค์

เพราะว่ามีใครบ้างในพวกทูตสวรรค์ที่พระเจ้าเคยตรัสกับเขาว่า “เจ้าเองเป็นบุตรของเรา  วันนี้เราให้กำเนิดเจ้า” และยังตรัสอีกว่า “เราเองจะเป็นบิดาของเขาและเขาเองจะเป็นบุตรของเรา” (ฮีบรู 1:5  ฉบับมาตรฐาน 2011)

         คุณอยากจะยกพระเยซูให้สูงแค่ไหน?  ให้สูงกว่ามนุษย์ผู้ที่ต่ำกว่าพระเจ้าแต่หน่อยเดียวหรือ?  แล้วคุณก็จะทำให้พระเยซูเท่าเทียมกับพระเจ้าซึ่งก็เหมือนกับที่ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพได้ทำ แต่พวกเขาทำมากกว่านั้นคือพวกเขาได้ผลักพระยาห์เวห์ออกไปนอกทาง!  ถ้าคุณทำอย่างนั้นต่อหน้าผู้เผยพระวจนะคนใดคนหนึ่งของพระคัมภีร์เดิมก็จะมีโทษที่รอคุณอยู่

         มีสิ่งปิดกั้นความคิดของเราที่บอกเราว่า  การให้พระเยซูเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องไม่ดี  เพราะจะทำให้พระองค์ทรงต่ำกว่าพระเจ้าอยู่หน่อยหนึ่ง  ถ้าคุณยกพระเยซูให้สูงขึ้นอีก คุณก็จะทำให้พระองค์เท่าเทียมกับพระยาห์เวห์ซึ่งเป็นสิ่งที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้ทำ  ตามพระคัมภีร์แล้วนี่อาจเป็นการเชื่อผิดที่รุนแรงสุดก็เป็นได้  เมื่อผมอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ผมก็เห็นว่าเราผิดพลาดไปมากแค่ไหน การตีความพระคัมภีร์ทั้งหมดที่ผมทำเพื่อแก้ต่างให้กับความเชื่อในตรีเอกานุภาพนั้นตกไป ไม่มีสักจุดเดียวของความเชื่อในตรีเอกานุภาพที่จะแก้ต่างจากพระคัมภีร์ได้ ข้อพระคัมภีร์ต่างๆที่ผมคิดว่าสนับสนุนความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์นั้นที่จริงแล้วไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพยกอ้างเลย  ก่อนนี้ผมก็คิดว่าข้อเหล่านั้นสนับสนุนความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์  แต่นั่นเป็นเพราะว่าผมเข้าใจคำสอนของพระคัมภีร์โดยรวมผิดไป  และผมก็ไม่ได้ใช้บริบทอย่างถูกต้องในการตีความพระคัมภีร์ตอนเหล่านี้เลย

ดาบของพระวิญญาณ

          หากพระเจ้าจะทรงให้ความชำนาญกับผมสักอย่าง มันก็คงเป็นการตีความพระคัมภีร์ ผมเศร้าใจมากที่ทราบความจริงว่ามีผู้ตีความพระคัมภีร์ไม่กี่คนในโลกนี้ที่สามารถตีความพระคัมภีร์ได้อย่างถูกต้อง  มีน้อยคนที่มีความชำนาญในฝ่ายวิญญาณหรือมีความรู้ที่จำเป็นในการตีความพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง  ผมเป็นห่วงว่าเมื่อผมไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ใครจะตีความตามพระคัมภีร์โดยไม่ตามประเพณีสืบทอดของมนุษย์อย่างของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ?  ในฐานะของคนที่คุ้นเคยอย่างมากกับการบิดเบือนและเบี่ยงเบนการตีความทุกอย่างของผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ ทั้งการใช้คำและข้อแย้งทางไวยากรณ์ของพวกเขา  ผมจึงรู้ดีว่าความเชื่อในตรีเอกานุภาพผิดอย่างไรบ้าง

          ในช่วงวัยหนุ่มของผม ผมชอบอ่านนิยายที่เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้[6] แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนจำนวนมากอ่านนิยายแบบนี้เพื่อความบันเทิงและความหย่อนใจ สมัยต่อมาเราจะชอบดูภาพยนตร์กังฟูซึ่งไม่มีเนื้อหาสาระนักที่มีนักแสดงเหาะเหินไปมากลางอากาศด้วยเชือกที่คล้องอยู่  แต่สมัยโน้นเราจะอ่านนิยายกำลังภายใน  ผมชอบเฉพาะเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์และมียอดฝีมือจริงๆในการต่อสู้  คุณรู้ไหมว่าการที่จะฝึกยอดฝีมือสักคนต้องใช้เวลานานแค่ไหน? มันตลกดีที่ผมพยายามจะฝึกฝนตัวเองให้เป็นนักกำลังภายในที่สามารถจะสกัดจุดได้[7]  แค่ชี้ไปที่คู่แข่งของคุณแล้วคุณจะทำอะไรเขาก็ได้  ผมศึกษาจุดสำคัญต่างๆ[8]ของร่างกายมนุษย์ที่คุณสามารถจี้จุดให้คู่ต่อสู้ขยับไม่ได้  แล้วก็มีเรื่องของดาบ  คนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้จะต้องรู้เรื่องเหล่านี้รวมทั้งกลวิธีต่างๆ อย่างเช่นการเหาะเหินที่คุณลอยตัวขึ้นจากพื้นดินโดยใช้พลังจิต  ไม่ได้มีเรื่องของฝ่ายวิญญาณอะไร  ในเวลานั้นผมไม่ได้สนใจสิ่งฝ่ายวิญญาณ

         พระคำของพระเจ้าเป็นดาบของพระวิญญาณ  และเราสามารถจะทำลายความเท็จได้ด้วยดาบนี้  ผมได้ใช้ดาบนี้ในนามของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ และตอนนี้ผมเห็นชัดว่าผมได้ใช้ดาบนี้ไปอย่างผิดๆ  เมื่อใช้อย่างถูกต้องดาบนี้จะสามารถฟันความเชื่อในตรีเอกานุภาพจนแหลกละเอียดได้  ความคมของมันจะทำให้เราต้องประหลาดใจ แต่คุณจะต้องรู้วิธีที่จะใช้มัน    การเป็นนักดาบฝ่ายวิญญาณได้นั้นต้องใช้เวลาฝึกนานและหนัก

          ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผมติดใจเรื่องโลดโผนของสามก๊ก[9]โดยเฉพาะกับหนึ่งในบรรดาขุนศึก  ถ้าผมจำได้ถูกต้องคือเตียวหุย[10]นั่งอยู่บนหลังม้าผงาดอยู่บนสะพาน  มีกองทัพของโจโฉ[11]กำลังมุ่งหน้ามาทางสะพานตรงมายังเตียวหุย  เขาท้าให้ทัพของโจโฉข้ามตัวเขาบนสะพานนี้ไปให้ได้ ถ้าจำไม่ผิด ทัพของโจโฉไม่สามารถจะข้ามสะพานนี้ไปได้เพราะเตียวหุยขวางอยู่   ไม่มีขุนศึกสักคนจากทัพของโจโฉที่กล้าต่อสู้กับเขา  เขายึดครองสะพานไว้ได้และไม่มีใครสักคนกล้าขยับ เขาเป็นจอมยุทธ์ที่เด่นแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับจูกัดเหลียง[12]ก็ตาม  และยังมีเรื่องราวที่คล้ายๆกันนี้อีกมากเช่นเรื่องของกวนอู[13]

          ผมอยากให้เรามีขุนศึกสักคนถือดาบของพระวิญญาณที่ยืนปักหลักอย่างมั่นคงและต้านเหล่าทัพที่พยายามจะข้ามสะพานให้ได้  คนนี้เพียงคนเดียวที่จะรับการรุกของเหล่าทัพไว้ได้  ไม่มีใครพยายามจะต่อสู้กับเขาเพราะมันหมายถึงว่าต้องเจอกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน  ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้กันไปทั่วว่าการจะให้คนแค่สามหรือสี่คนมาสู้รบปรบมือกับเขานั้นมันเปล่าประโยชน์  แต่จะต้องใช้จำนวนคนมากเท่านั้นจึงจะขึ้นมาสู้รบกับเขาบนสะพานนี้ได้

         ผู้เชี่ยวชาญในพระคำของพระเจ้าของยุคสมัยนี้อยู่ที่ไหนกันบ้าง?  ผมอยากให้มีสักคนสองคน  มันต้องใช้การฝึกฝนที่เข้มข้นและเป็นเวลานานในด้านต่างๆในฝ่ายจิตวิญญาณ ความรู้ ภาษาต่างๆของพระคัมภีร์  และที่สำคัญที่สุดในพระคำของพระเจ้า จึงจะเชี่ยวชาญในการใช้ดาบของพระวิญญาณได้  ชีวิตของคริสตจักรจะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ในยุคที่จะมาถึง  มีใครในพวกคุณไหมที่สามารถจะแก้ต่างให้กับความเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวตามพระคัมภีร์โดยใช้พระคำของพระเจ้าได้? ผมได้แต่หวังว่าจะมีอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคน  แม้มีแค่คนเดียวที่เป็นจอมยุทธ์ก็เพียงพอแล้วที่จะยึดที่มั่นบนสะพานเอาไว้จากข้าศึกได้  แต่ใครล่ะที่จะหยิบดาบและยืนหยัดเพื่อความจริงนี้?

         ผมมีความเป็นห่วงอย่างมากที่เราซึ่งถูกบำรุงเลี้ยงด้วยพระคำของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระคำของพระยาห์เวห์ (เพราะไม่มีพระเจ้าอื่นใด) นั้นไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อยว่าเราได้ผลักไสพระยาห์เวห์ออกไป  เราไม่ได้ถวายเกียรติที่สมควรจะเป็นของพระยาห์เวห์  แต่ได้ถ่ายโอนเกียรติที่เป็นของพระองค์อย่างชอบธรรมไปให้กับผู้อื่นที่เรียกว่าพระเจ้าพระองค์ที่สองซึ่งจะไม่พบที่ไหนเลยในพระคัมภีร์  ตอนนี้ผมสงสัยอยู่ว่าที่ผ่านมานั้นผมต่อสู้อยู่ฝ่ายของความเชื่อในตรีเอกานุภาพไปได้อย่างไรที่ได้ตั้งพระเจ้าพระองค์ที่สอง  ผู้ซึ่งไม่สามารถจะพิสูจน์ให้เห็นการดำรงอยู่ของพระองค์ได้จากพระคัมภีร์

การถลำลึกในการไหว้รูปเคารพ

          สิ่งที่เราทำไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากการไหว้รูปเคารพเลย  สิ่งนั้นควรทำให้เราต้องหนาวจนถึงกระดูก  พูดอย่างไม่อ้อมค้อมก็คือเราเป็นผู้ที่ไหว้รูปเคารพ  เรากราบไหว้ผู้อื่นที่ไม่ใช่พระยาห์เวห์และได้เอาพระเกียรติสิริที่เป็นของพระยาห์เวห์ไปให้อีกผู้หนึ่งที่ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพยกให้เป็นพระเจ้า  เรายังได้เอาเกียรติสิริที่พระเจ้าให้กับมนุษย์ออกไปด้วย คือสง่าราศีและเกียรติที่พระเจ้าทรงสวมให้กับมนุษย์นั้นเอาไปให้พระเยซูเช่นกัน  พูดอีกอย่างก็คือพระเยซูของความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้รับเอาทั้งพระเกียรติสิริของพระเจ้าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ไว้ที่พระองค์เสียเอง  เพื่อที่ทั้งพระยาห์เวห์และมนุษย์จะไม่เหลืออะไรนอกจากเศษๆ ไม่มีอะไรเหลือให้มนุษย์เลย และที่เหลือให้พระยาห์เวห์ก็คือคำเรียก “พระบิดา” ที่เข้าใจในความหมายของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ

         พระเยซูที่หมายจะเป็นผู้กลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ตอนนี้ก็ได้มาเป็นผู้แบ่งแยกระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์เป็นไปตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพเพราะว่าพระองค์ยืนอยู่ระหว่างพระยาห์เวห์กับมนุษย์แบบขวางทางและกันเราไว้ไม่ให้เข้าถึงพระยาห์เวห์ได้โดยตรง  พระเยซูของความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้มาเป็นคนกลางในแง่ไม่ดี (ยังมีแง่ดีด้วย)  เพราะตอนนี้ทุกสิ่งหยุดอยู่ที่พระเยซู  ไม่มีสิ่งใดไปถึงพระยาห์เวห์เลย  พระยาห์เวห์มีคำเรียกที่มีเกียรติว่า “พระบิดา” แต่ผมสงสัยว่าคำเรียกนี้ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพคงไม่เห็นว่าเป็นคำอ้างอิงถึงพระยาห์เวห์

      สิ่งที่แปลกก็คือ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะหันเหไปนมัสการรูปเคารพ  ตัวอย่างที่เห็นในเรื่องนี้ก็คงจะทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ของงูทองสัมฤทธิ์

และประชาชนมาหาโมเสสกล่าวว่า  “เราทำบาปเพราะเราต่อว่าพระยาห์เวห์และต่อว่าท่าน  ขอทูลวิงวอนพระยาห์เวห์ให้พระองค์ทรงนำงูไปจากเรา” ดังนั้นโมเสสจึงทูลวิงวอนเพื่อประชาชนและพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า  “จงทำงูพิษตัวหนึ่งติดไว้บนเสา  และทุกคนที่ถูกงูกัดมองดูงูนั้นก็จะมีชีวิตอยู่ได้”  ดังนั้นโมเสสจึงทำงูทองสัมฤทธิ์ตัวหนึ่งและติดไว้บนเสา  และเมื่องูกัดใคร ถ้าคนนั้นมองดูงูทองสัมฤทธิ์นั้น  เขาก็มีชีวิตอยู่ได้  (กันดารวิถี 21:7-9 ฉบับมาตรฐาน 2011)

       

          พระเยซูตรัสเมื่ออ้างถึงเหตุการณ์นี้ว่า “โม​เสส​ยก​งู​ขึ้น​ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร​อย่าง​ไร บุตร​มนุษย์​จะ​ต้อง​ถูก​ยก​ขึ้น​อย่าง​นั้น   เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วาง​ใจ​พระ​องค์​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์” (ยอห์น 3:14 ฉบับมาตรฐาน 2011) ตรงนี้มีคำว่า “ยกขึ้น” เป็นคำศัพท์ของยอห์นที่หมายถึงกางเขน  งูทองสัมฤทธิ์ได้ถูกยกขึ้นอย่างไร  บุตรมนุษย์ก็จะถูกยกขึ้นอย่างนั้น และทุกคนที่มองไปที่พระเยซูก็จะรอด เหมือนคนเหล่านั้นที่มองไปที่งูทองสัมฤทธิ์

         ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลต่อมา  งูทองสัมฤทธิ์นี้ต้องถูกทำลายเพราะตัวงูกลายมาเป็นผู้รับการนมัสการเสียเอง!  งูทองสัมฤทธิ์มีไว้เพื่อช่วยให้รอด (เหมือนที่มีพระเยซูเพื่อช่วยให้รอด) แต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือของความตายเพราะประชาชนหันจากการนมัสการพระยาห์เวห์ไปนมัสการงูทองสัมฤทธิ์  เรื่องจริงที่น่าเศร้าก็คือว่างูทองสัมฤทธิ์นี้ถูกติดตั้งเอาไว้ในพระวิหารให้เป็นสิ่งที่นับถือ ผู้คนจะเผาเครื่องหอมให้และก็ทิ้งการนมัสการพระยาห์เวห์  สิ่งที่มีไว้เพื่อช่วยให้รอดตอนนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งบูชากราบไหว้ที่นำผู้คนให้ห่างจากการนมัสการพระยาห์เวห์

          มีอย่างหนึ่งในบรรดาสิ่งแรกๆที่เฮเซคียาห์ทำเมื่อเป็นกษัตริย์ก็คือ ได้ทรงทำลายงูทองสัมฤทธิ์ 

       

พระองค์ทรงรื้อปูชนียสถานสูง[14]ทิ้งไป และทรงพังเสาศักดิ์สิทธิ์เสีย และตัดอาเชราห์ลงเสีย และพระองค์ทรงหักงูทองสัมฤทธิ์ซึ่งโมเสสสร้างขึ้นนั้นเสีย เพราะว่าประชาชนอิสราเอลได้เผาเครื่องหอมให้แก่งูนั้นจนถึงวันเหล่านั้น  เขาเรียกงูนั้นว่าเนหุชทาน  (2 พงศ์กษัตริย์ 18:4 ฉบับ1971)

          งูทองสัมฤทธิ์ที่เป็นเครื่องมือของความรอดให้กับผู้คนในถิ่นทุรกันดารนั้น ตอนนี้ได้กลายมาเป็นหินสะดุดให้กับคนอิสราเอล

          เฮเซคียาห์มาเป็นกษัตริย์ราวปี 715 ก่อน ค.ศ.  พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ค่อนข้างหนุ่มแต่สุดท้ายพระองค์ก็เป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล  ที่จริงพระองค์เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ดีสามพระองค์ อีกสองพระองค์คือดาวิดกับโยสิยาห์  มีกษัตริย์พระองค์อื่นๆอยู่บ้างที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป แต่มีเพียงสามพระองค์ที่เป็นกษัตริย์ที่ดีในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล  สิ่งที่น่ายกย่องเกี่ยวกับกษัตริย์เฮเซคียาห์ก็คือว่าพระองค์ทรงแก้ปัญหาการไหว้รูปเคารพทันที  พระองค์ทรงรื้อสถานบูชาบนที่สูงออกไปและทุบงูทองสัมฤทธิ์จนแหลกละเอียด

          ตามสารานุกรมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานสากล[15]นั้น คำ“เนหุ​ชทาน” มาจากคำฮีบรูที่หมายถึงงู  งูทองสัมฤทธิ์ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่นมัสการซึ่งรู้จักกันว่า “งูนั้น”  คำว่า “งู” ปรากฏสามสิบกว่าครั้งในพระคัมภีร์เดิม  ห้าครั้งแรกปรากฏในปฐมกาลบท 3 ที่งูนั้นล่อลวงเอวา   นี่เป็น “งูดึกดำบรรพ์” ที่เอ่ยถึงในวิวรณ์ 12:9 และวิวรณ์ 20:2

         คุณเห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?  ผู้คนกำลังนมัสการและเผาเครื่องหอมให้กับงู สิ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้อาดัมกับเอวาล้มลง   ไม่น่าเชื่อใช่ไหม?

         ในทำนองเดียวกันพระคริสต์ตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้กลายมาเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์  ผู้ที่ควรจะช่วยชีวิตให้รอดได้กลายมาเป็นผู้ที่ทำลาย  เพราะพระองค์ได้หันความสนใจจากที่นมัสการพระยาห์เวห์แต่ผู้เดียวให้มานมัสการพระองค์เสียเอง  นี่ก็คือสิ่งที่ปฏิปักษ์ของพระคริสต์จะทำ  ความเชื่อในตรีเอกานุภาพกำลังทำให้พระคริสต์ทำอย่างเดียวกับที่ปฏิปักษ์ของพระคริสต์จะทำ (แต่พระคริสต์ตามพระคัมภีร์ไม่มีทางจะทำเช่นนั้น)

        

มันจะต่อต้านและยกตนขึ้นข่มทุกสิ่งที่ได้ชื่อว่าพระเจ้าหรือเป็นที่เคารพบูชา เพื่อว่ามันจะตั้งตนขึ้นครองพระวิหารของพระเจ้าและประกาศตัวเป็นพระเจ้า         (2 เธสะโลนิกา 2:4 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)[16]

         ปฏิปักษ์ของพระคริสต์จะขัดขวางทุกสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าแม้กระทั่งพระยาห์เวห์  และจะยกย่องตนเองเหนือพระทั้งหลาย  ผู้เป็นปฏิปักษ์นั้นจะนั่งอยู่ในพระวิหารของพระยาห์เวห์และประกาศตัวเองว่าเป็นพระเจ้า  และผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพก็ได้ทำอย่างนั้นกับพระคริสต์  แต่สำหรับพระเยซูตามพระคัมภีร์แล้ว  แม้พระองค์จะเสด็จไปพระวิหารบ่อยๆแต่พระองค์ก็ไม่เคยพยายามสักครั้งเดียวที่จะเข้าใกล้วิสุทธิสถานเลย   แล้วเรื่องที่จะประกาศพระองค์เองว่าเป็นพระเจ้าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

          ความเชื่อที่ผิดนี้ยังเห็นจากความเข้าใจของเราในเรื่องยุคสุดท้าย  ภาพเหตุการณ์หนึ่งในการเสด็จกลับมาของพระคริสที่พระองค์จะเสด็จจากภูเขามะกอกเทศ  ข้ามทุ่งแห่งขิดโรน  แล้วเสด็จเข้าพระวิหารทางประตูทิศตะวันออก

     มันเป็นเรื่องน่ากลัวที่เราไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างพระคริสต์กับปฏิปักษ์ของพระคริสต์ได้อีกต่อไป  ปฏิปักษ์ของพระคริสต์มีอยู่นานแล้ว  อันที่จริงก็มี “ปฏิปักษ์ของพระคริสต์จำนวนมาก” อยู่แล้วในยุคของยอห์น (1 ยอห์น 2:18 )

     ในการนมัสการงูทองสัมฤทธิ์นั้น ประชาชนอิสราเอลเชื่อว่าพวกเขากำลังนมัสการสิ่งที่มีฤทธิ์อำนาจจากพระเจ้าที่จะช่วยให้รอดได้อันเนื่องมาจากงูทองสัมฤทธิ์ที่ได้ช่วยชีวิตคนเป็นจำนวนมากในทะเลทรายให้รอด    และนั่นคือการที่ประชากรของพระเจ้าถลำเข้าไปลึกในการไหว้รูปเคารพได้อย่างไร  เราจะพบคำตอบในอีกสองสามบทต่อมาใน 2 พงศ์กษัตริย์ 23:4-7

4แล้วพระราชา (โยสิยาห์) ทรงบัญชาฮิลคียาห์มหาปุโรหิตและพวกปุโรหิตรอง  และผู้เฝ้าธรณีประตูให้นำเครื่องใช้ทั้งสิ้นที่ทำขึ้นสำหรับพระบาอัล  สำหรับพระอาเช-ราห์  และสำหรับบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์ออกมาจากพระวิหารของพระยาห์เวห์  แล้วพระองค์ก็ทรงเผาเสียที่ภายนอกกรุงเยรูซาเล็มในทุ่งนาแห่งขิดโรน  และขนมูลเถ้าของมันไปยังเบธเอล  5และพระองค์ทรงกำจัดพวกปุโรหิตของรูปเคารพ  ผู้ที่บรรดาพระราชาแห่งยูดาห์ได้แต่งตั้งให้เผาเครื่องหอมในปูชนียสถานสูงที่เมืองต่างๆ ของยูดาห์และที่รอบๆ กรุงเยรูซาเล็ม  รวมทั้งคนเหล่านั้นที่เผาเครื่องหอมถวายพระบาอัล ถวายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาวประจำราศี  และบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์    6และพระองค์ทรงนำพระอาเช-ราห์ออกจากพระนิเวศของพระยาห์เวห์  ไปยังลำธารขิดโรนภายนอกเยรูซาเล็ม  และเผาเสียที่ลำธารขิดโรน  และทรงทุบให้เป็นผงคลีและเหวี่ยงผงคลีนั้นลงบนหลุมศพของสามัญชน  7และพระองค์ทรงรื้อที่พักของเทวทาส  ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และเป็นที่ที่ผู้หญิงทอม่านสำหรับพระอาเช-ราห์ (ฉบับมาตรฐาน 2011)

         ในพระวิหารของพระยาห์เวห์แท้ๆก็ยังมีรูปบูชาที่ทำสำหรับพระบาอัลและพระอาเช-ราห์  พระอาเช-ราห์เป็นเทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ชาวคานาอันนมัสการ  เทพธิดานี้เดิมทีมาจากอัสซีเรียชาติที่ได้ทำลายอิสราเอลต่อมาภายหลัง  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเศร้าอย่างน่าเจ็บปวดที่ชาวอิสราเอลนมัสการบรรดาพระของอัสซีเรียซึ่งรู้ๆกันว่าเป็นพระอาเช-ราห์

         มหาปุโรหิตภายใต้โยสิยาห์เผารูปบูชาเหล่านั้นนอกกรุงเยรูซาเล็มในทุ่งนาแห่งขิดโรนแล้วเอาขี้เถ้าไปเบธเอล  รูปบูชาเหล่านี้มาจากสถานนมัสการซึ่งเป็นพระวิหารของพระยาห์เวห์เอง  รูปบูชาเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจะนมัสการพระยาห์เวห์แต่เพื่อจะนมัสการพระบาอัลกับพระอาเช-ราห์  บาอัล (ซึ่งหมายถึง “เจ้านาย”) เป็นพระของหลายชาติและประชาชนทั้งหลายรวมทั้งชาวคานาอัน  ยังมีเทพธิดาอาเช-ราห์ที่สลักจากท่อนไม้เป็นรูปตอไม้มีกิ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์  ชนอิสราเอลก็ยังนมัสการ “ดาวบริวาร” ในพระวิหารของพระยาห์เวห์

         กษัตริย์โยสิยาห์เป็นคนหนึ่งที่ทำลายสิ่งทั้งหมดนี้  ก่อนหน้านี้เฮเซคียาห์ได้ทำลายอาเช-ราห์และงูทองสัมฤทธิ์ แต่อย่างอื่นๆล่ะ? รูปบูชามากมายที่พบในพระวิหารในช่วงเวลาของโยสิยาห์นั้นไม่ใช่ความล้มเหลวในส่วนของเฮเซคียาห์  นั่นเป็นเพราะกษัตริย์มนัสเสห์ผู้ลือชื่อที่ครองราชย์คั่นระหว่างกษัตริย์สองพระองค์นี้[17]ทรงเป็นผู้ที่นำเอารูปเคารพทุกชนิดเข้ามาในอิสราเอลและในพระวิหาร

     โยสิยาห์ก้าวล้ำกว่าเฮเซคียาห์ไปหนึ่งก้าวโดยปลดพวกปุโรหิตที่บูชารูปเคารพ ผู้ที่บรรดากษัตริย์ของยูดาห์แต่งตั้งให้เผาเครื่องหอมในสถานบูชาบนที่สูงของเมืองต่างๆในยูดาห์  พระองค์ทรงปลดบรรดาปุโรหิตที่นมัสการไม่เฉพาะแต่พระบาอัลเท่านั้นแต่ยังนมัสการพระอาทิตย์  พระจันทร์  หมู่ดาวประจำราศี และ “ดาวบริวาร”[18] หรือ “บริวารของฟ้าสวรรค์”[19] ซึ่งอ้างอิงถึงดาวต่างๆและทัพแห่งสวรรค์ทั้งหมด หรือแม้แต่สิ่งที่มีในฟ้าสวรรค์  โยสิยาห์รื้อเสาอาเช-ราห์ออกจากพระนิเวศน์ของพระยาห์เวห์ไปที่ “ทุ่งขิดโรน”[20] หรือ “ลำธารขิดโรน”[21]  หรือ “วาดี (ห้วย) ขิดโรน”[22]  ตรงนี้ที่โยสิยาห์เผารูปปั้นเหล่านั้นและบดเป็นผุยผง เขาสาดขี้เถ้าบนหลุมศพของสามัญชน ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะชาวยิวเชื่อว่ามันจะทำให้ขี้เถ้าปนเปื้อน โยสิยาห์ต้องการจะแน่ใจว่าไม่มีใครพยายามจะไปเก็บผงขี้เถ้านั้น ชนอิสราเอลถลำลึกกับการไหว้รูปเคารพจนพวกเขาจะไปกอบผงขี้เถ้าของรูปเคารพใส่ไว้ในกล่องหรือในโถแล้วก็กราบไหว้ผงขี้เถ้านั้น!  โยสิยาห์ทำลายที่อาศัยของโสเภณีประจำวิหารที่มีผู้คนกระทำสิ่งเลวทรามในพระวิหารของพระยาห์เวห์!

     เอลียาห์เผชิญหน้ากับผู้เผยวจนะ 450  คนของพระบาอัล และผู้เผยวจนะ 400  คนของพระอาเช-ราห์ที่ภูเขาคารเมล (1 พงศ์กษัตริย์ 18:19)  ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการนมัสการพระอาเช-ราห์ได้ตั้งมั่นอยู่ในอิสราเอลด้วยจำนวนที่น้อยกว่าผู้เผยวจนะของพระบาอัลเพียงเล็กน้อย  เอลียาห์กำลังเผชิญหน้ากับทัพผู้เผยวจนะจำนวน 850 คน  ตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่าทำไมผมจึงเล่าเรื่องของเตียวหุย[23]ที่ยืนหยัดสู้อยู่เพียงคนเดียว[24]บนสะพานและต้านทานการรุกของกองทัพทั้งกองเหมือนคำกล่าวที่ว่า “ดาบเล่มเดียวกับม้าคู่ใจ” หรือ “ข้ามาคนเดียว”  นั่นดูเหมือนกับการยืนหยัดสู้เพียงลำพังคนเดียวของเอลียาห์ที่ต้านผู้เผยวจนะเทียมเท็จ 850 คนบนภูเขาคารเมล

         นี่คือสภาพการณ์เบื้องต้นที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบันนี้  พวกเรามีอะไรดีกว่าพวกเขาไหม?  ผมคิดว่าไม่เลย   เพราะความยุ่งเหยิงฝ่ายวิญญาณที่เราได้สร้างขึ้นนี้ผมจึงไม่คิดว่าเราอยู่ในสภาพการณ์ที่ดีขึ้น

         ผมเคยโต้แย้งไปอย่างผิดๆว่าพระเยซูจะต้องไม่มีขีดจำกัด เพื่อที่พระองค์จะทรงช่วยคนให้รอดได้ด้วยจำนวนที่ไม่มีขีดจำกัด   ผมลืมมัทธิว 7:13-14 ไปเสียสนิท

“จงเข้าไปทางประตูแคบ  เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ  และคนทั้งหลายที่เข้าไปทางนั้นมีมาก  เพราะประตูที่แคบและทางที่ลำบากนั้นนำไปสู่ชีวิต  และพวกที่หาพบก็มีน้อย” (ฉบับมาตรฐาน 2011)

         ความรอดมีขีดจำกัดเพราะจำนวนที่จะรอดมีน้อย  ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะเห็นเรื่องน่าเศร้าอย่างเดียวกันในทุกที่  มีกี่คนหรือที่รอดจากน้ำท่วมโลก?  ที่รอดมีแค่แปดคนเท่านั้น  ความรอดที่ไม่มีขีดจำกัดนี้จึงไม่มีความจำเป็นกับการช่วยคนแปดคนให้รอด  และมีคนในถิ่นทุรกันดารจำนวนเท่าไรหรือที่ได้เข้าไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา?   ที่ได้เข้าก็มีเพียงสองคนจากจำนวนสองล้านคน

         อิส​ยาห์​​ร้อง​ประ​กาศ​เรื่อง​ของชาว​อิส​รา​เอล​ว่า  “แม้​พวก​อิส​รา​เอล​จะ​ทวี​มาก​ขึ้น​เหมือน​เม็ด​ทราย​ที่​ทะเล  แต่​ผู้​ที่​จะ​รอด​นั้น​มี​น้อย” (โรม 9:27 ฉบับมาตรฐาน 2011)  มีแต่คนจำนวนน้อยที่เหลือจากคนจำนวนมากเท่านั้นจึงจะรอดได้   นั่นเป็นเพราะคนจำนวนน้อยที่เหลืออยู่น้อยคนได้เห็นความจริง  คนจำนวนน้อยได้พบทางแคบที่นำไปสู่ชีวิต

         เฮเซคียาห์ได้ทำลายงูทองสัมฤทธิ์ราว 700 ปีก่อน ค.ศ.   งูทองสัมฤทธิ์นี้ปรากฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์อิสราเอลสมัยของโมเสสในช่วงของอพยพซึ่งคำนวณไว้ราว 1300 ปีก่อน ค.ศ.  แต่จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้จะพบว่าอยู่ราว 1500 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งก็คือ 200 ปีก่อนหน้านั้นอีก  เมื่อเอา 1500 ปีก่อน ค.ศ ลบจาก 700 ปีก่อน ค.ศ ก็จะเหลือช่วงห่าง   800 ปี   งูทองสัมฤทธิ์อยู่ในพลับพลาแล้วก็ในพระวิหารเป็นเวลาทั้งสิ้น 800 ปี  ช่วงห่างที่ยาวนานเกือบพันปีนั้นเป็นเวลานานพอที่จะตั้งการนมัสการงูทองสัมฤทธิ์ให้ปฏิบัติสืบทอดกันมา

         สิ่งที่ยากสุดอย่างหนึ่งที่จะเอาชนะได้ก็คือสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมานี่แหละ “พ่อของผมนมัสการสิ่งนี้ ทั้งปู่และทวด แล้วก็ทวดของทวดของผมด้วย”  มีการปฏิบัติที่สืบทอดกันต่อไปเรื่อยๆรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ในช่วง 800 ปีมีคนรวมกี่รุ่นหรือ? (หรือ 700 ปี ถ้าเราคิดว่างูทองสัมฤทธิ์ไม่ได้ถูกนมัสการใน 100 ปีแรก  แต่ผมไม่มั่นใจกับข้อมูลนี้) คุณแน่ใจได้เลยว่าใช้เวลาเพียงไม่นานเลยที่จะให้สิ่งที่มีฤทธิ์อำนาจกลายมาเป็นสิ่งที่คนนมัสการกันในพระวิหาร และเมื่อคุณมีงูทองสัมฤทธิ์ในพระวิหารแล้ว  ขั้นต่อมาก็จะมีการนำเอาพระอาเช-ราห์และรูปเคารพอื่นๆและ “บริวารของฟ้าสวรรค์” เข้ามาในพระวิหาร

          เราไม่รู้ว่าพระอาเช-ราห์ถูกนำเข้ามาในพระวิหารตั้งแต่เมื่อไร? แต่ที่แน่ชัดนั้นค่อนข้างจะเป็นช่วงต้นๆ   หลักฐานอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือมีช่วงครองราชย์ห่างแค่ 46 ปีระหว่างเฮเซคียาห์ (715-686 ปีก่อน ค.ศ.) กับโยสิยาห์ (640-609 ปีก่อน ค.ศ.)  แต่ก็มีเวลาพอที่การนมัสการพระอาเช-ราห์จะถูกทำลายไปแล้วก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่  การทำลายงูทองสัมฤทธิ์และพระอาเช-ราห์ของเฮเซคียาห์กับการทำลายรูปเคารพในพระวิหารของโยสิยาห์นั้นอาจห่างกัน 80 ปี  แม้ว่าพระอาเช-ราห์จะถูกเฮเซคียาห์ทำลายไป แต่พระอาเช-ราห์ก็หาทางกลับมาในพระวิหารอีกจนได้ในรัชสมัยของโยสิยาห์!  โยสิยาห์จึงต้องทำลายให้หมดสิ้นอีกครั้ง   พระอาเช-ราห์น่าจะถูกนำกลับเข้ามาในพระวิหารอีกโดยมนัสเสห์  มันเป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะเอาชนะการไหว้รูปเคารพโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปเคารพที่ยังคงถูกรักษาไว้ให้สืบทอดต่อกันมา  งูทองสัมฤทธิ์อยู่มาแล้วราว 800 ปีก่อนเฮเซคียาห์จะทำลายมัน

พ้นโทษแล้ว

          ผมเกริ่นนำเสียยาวเพราะผมพยายามจะให้คุณเห็นว่าคนของพระเจ้ามีแนวโน้มได้มากที่จะไหว้รูปเคารพและสอนผิด แต่ผมก็ไม่ได้พยายามที่จะเผชิญหน้ากับคริสตจักรต่างๆที่มีความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  ผมไม่มีความปรารถนาจะทำเช่นนั้นและผมก็ไม่ได้รับการทรงนำจากองค์ผู้เป็นเจ้าให้ทำเช่นนั้น  เหตุผลก็คือว่ามันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะออกมาจากความเชื่อที่ผิดนี้  จะมีก็แต่ผู้ที่แสวงหาความจริงอย่างตั้งใจจริงเท่านั้นจึงจะออกมาจากความเชื่อที่ผิดนี้ได้  แต่ผมไม่มีความสนใจในการเผชิญหน้ากัน  ถ้าองค์ผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงนำ ผมก็ปล่อยให้พวกเขาดำเนินในความเชื่อตรีเอกานุภาพกันต่อไป  คุณอาจบอกว่า “เรากำลังปล่อยให้พวกเขาเดินในทางที่ไปสู่ความพินาศ”  แต่ผมเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ผมไม่มีอำนาจจะก้าวจนกว่าผมจะได้รับคำสั่งจากพระเจ้า ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้รับคำสั่งเช่นนั้นแต่อย่างใด  ผมพูดได้เพียงว่า “ถ้าคุณอยากจะยึดติดกับความเชื่อในตรีเอกานุภาพของคุณ ก็ขอองค์ผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาคุณด้วย”  ผมก็หมดความรับผิดชอบแล้วเหมือนที่เปาโลบอกกับชาวเอเฟซัสตอนล่ำลาว่า “เพราะ​ฉะนั้น​ใน​วัน​นี้​ข้าพ​เจ้า​ขอ​ยืน​ยัน​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า แม้​ท่าน​ทุก​คน​จะ​หลง​หาย​ไป ข้าพ​เจ้า​ก็​พ้น​โทษ​แล้ว[25] เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ไม่​ได้​ละ​เว้น​ใน​การ​กล่าว​เรื่อง​พระ​ดำริ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระเจ้า​ให้​ท่าน​ฟัง​” (กิจการ 20:26-27 ฉบับมาตรฐาน 2011) เปาโลได้ประกาศเรื่องพระดำริทั้งสิ้นของพระเจ้ากับพี่น้องชาวเอเฟซัส ดังนั้นผมจึงประกาศเรื่องพระดำริทั้งสิ้นของพระเจ้ากับพวกคุณด้วยบทต่างๆนี้อย่างสมบูรณ์และสมดุลตามที่พระเจ้าทรงประทานพระคุณให้กับผมได้นำเสนอเรื่องนี้  คุณจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ก็อยู่ที่คุณ  ผมพ้นจากความรับผิดชอบกับโลหิตของทุกๆคนแล้ว

         ผมเคยสอนและช่วยส่งเสริมความเชื่อในตรีเอกานุภาพแต่องค์ผู้เป็นเจ้าทรงช่วยผมให้ออกมา  ตอนนี้ผมประกาศความจริงกับคุณเรื่องการเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวตามพระคัมภีร์ดังที่พบในพระคำของพระเจ้า  ครั้งนี้ผมไม่มีความสงสัยในใจเลยสักนิด ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวที่ไม่แน่ใจกับความจริงในเรื่องนี้  และการได้ประกาศพระดำริทั้งสิ้นของพระเจ้ากับพวกคุณแล้วนั้นผมจึงพ้นความรับผิดชอบกับโลหิตของคุณ และจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของคุณอีกต่อไปในวันพิพากษาโทษ  ผมได้ให้คุณเห็นความจริงทั้งหมด ถ้าคุณอยากจะนมัสการสิ่งที่เทียบเท่ากับงูทองสัมฤทธิ์หรือพระอาเช-ราห์สมัยใหม่    ผมก็จะไม่หยุดยั้งคุณเพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมที่จะทำเช่นนั้น ถ้าวันหนึ่งวันใดองค์ผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้ผมขึ้นบนภูเขาคารเมลเพื่อเผชิญหน้ากับบรรดาผู้เผยพระวจนะของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ผมก็จะไม่ลังเลเลยแม้ว่าผมคนเดียวจะต้องสู้กับผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ 400 หรือ 800 หรือ 1,200 คนก็ตามเพราะนั่นไม่ได้ทำให้ผมกลัวแม้แต่น้อย  ผมอยากบอกว่าคนที่ผมเป็นห่วงที่สุดก็คือพวกคุณ  พวกคุณเป็นผู้ที่องค์ผู้เป็นเจ้าได้มอบให้ผมดูแลในการสั่งสอนพระคำ  ผมได้ทำสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบต่อพวกคุณเสร็จสิ้นแล้ว คุณจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณและคุณจะต้องตอบต่อองค์ผู้เป็นเจ้าเอาเอง

สิ่ง​ที่​ตา​ไม่​เห็น หู​ไม่​ได้​ยิน

         ความล้มเหลวของคนของพระเจ้าซึ่งก็คือชนอิสราเอลและคริสตชนนั้นคือเข้าใจความรักที่เกินอธิบายของพระยาห์เวห์ที่มีต่อเราและชนอิสราเอลได้ยาก  ทำไมเราจึงไม่สามารถจะตอบสนองความรักของพระองค์ได้?  ทำไมเราจึงไม่เข้าใจพระองค์?  ให้เราดู  1 โครินธ์  2:9-10

ดังที่มีเขียนไว้ว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์” พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้กับเราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า (1 โครินธ์  2:9-10)[26]

         เปาโลเริ่มด้วยคำ “ดังที่มีเขียนไว้ว่า”  แล้วก็ยกคำอ้างอิง  แต่ถ้าคุณค้นดูทั่วพระคัมภีร์คุณจะไม่พบคำที่เปาโลยกมานี้ในที่ไหนเลย   เปาโลเขียนขึ้นมาเองไหม? พระคัมภีร์ตอนไหนหรือที่เปาโลกำลังอ้างอิงถึง?  เปาโลไม่ได้อ้างอิงพระคัมภีร์ตอนใดตอนหนึ่งโดยเฉพาะแต่มาจากพระคัมภีร์โดยรวมจากเนื้อหาสำคัญและสรุปรวมพระคัมภีร์ทั้งหมด  ถ้าคุณเข้าใจถ้อยคำทั้งหมดของพระคัมภีร์ คุณก็จะเข้าใจความจริงจากคำยืนยันของเปาโลว่าคุณไม่สามารถจะเริ่มต้นหยั่งถึงขนาดของความรักของพระเจ้าได้แม้คุณจะขยายจินตนาการของคุณให้มากสักแค่ไหนก็ตาม  แม้คุณจะจินตนาการจนหัวคุณแทบระเบิด คุณก็ไม่สามารถจะจินตนาการถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์ได้

          พระเจ้าทรงรักคุณมากจนขนาดพระองค์ต้องการจะให้สิ่งดีเยี่ยมเหล่านี้ทั้งหมดกับคุณ  พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อคุณด้วยความรักที่เกินจะอธิบายของพระองค์  เคยมีเขียนไว้ไหมว่าพระเจ้าก็ทรงกระทำอย่างเดียวกันนี้กับทูตสวรรค์องค์ใดหรือกับทูตสวรรค์ทั้งหมดรวมกัน? ก็ไม่เลย ไม่เคยเลย  แต่พระองค์จะทรงกระทำสิ่งนี้แหละให้ชายและหญิงทุกคนที่รักพระองค์  ที่จริงเราไม่สามารถจะรู้ถึงสิ่งล้ำลึกเหล่านี้ของพระเจ้าได้นอกจากว่าพระวิญญาณของพระเจ้าเองจะทรงสำแดงสิ่งล้ำลึกเหล่านี้กับเรา เพราะว่าเป็นพระวิญญาณของพระองค์เองที่จะหยั่งรู้และค้นดูความล้ำลึกของพระเจ้า

         เราได้เห็นแล้วที่พระคัมภีร์ตอนนี้ 1 โครินธ์บท 2 ให้ความเข้าใจตามพระคัมภีร์ในเรื่องของพระวิญญาณที่ตรงข้ามกับความเข้าใจของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  พระวิญญาณของพระเจ้าไม่ใช่อีกบุคคลหนึ่งที่แยกต่างหากจากพระเจ้า ซึ่งก็เหมือนกับวิญญาณของมนุษย์เราที่ไม่ได้แยกเป็นอีกบุคคลหนึ่งต่างหากจากตัวเรา  วิญญาณจิตของเราหยั่งรู้สิ่งล้ำลึกภายในเรา  ซึ่งก็คือความคิดของเรา อารมณ์ของเรา แรงจูงใจของเรา  เราสามารถจะตรวจสอบตัวของเราเองได้เพราะว่าเรามีศักยภาพที่จะหยั่งรู้สิ่งต่างๆที่อยู่ภายในตัวเรา

         มนุษย์เป็นผู้ที่พระเจ้ารักเป็นพิเศษ  นั่นคือจุดประสงค์ของการทรงสร้างเราตั้งแต่ต้น  เราได้เห็นคราวก่อนว่าพระเจ้าทรงรักเรามากจนพระองค์ไม่ได้ทรงหวงสิ่งใดไว้จากเรา  แม้แต่พระบุตรของพระองค์ (พระบุตรตามพระคัมภีร์ ไม่ใช่พระบุตรตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพ)  พระเยซูทรงเป็นที่รักมากของพระองค์ แต่กระนั้นพระองค์ก็ไม่ได้ทรงหวงไว้ ทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์เพื่อเราทุกคน แม้แต่พระบุตรของพระองค์ พระองค์ก็ยังทรงสละให้เราได้

รูปคำฮีบรูพร้อมข้อความ

      ให้เรามาดูข้อความพระคัมภีร์ฉบับภาษาฮีบรูจากปฐมกาล 1:1 กันเล่นๆ (แต่ไตร่ตรอง)  ผมจะทำให้ดูได้ง่ายแม้คุณจะไม่รู้ภาษาฮีบรู  ปฐมกาล 1:1 (“ใน​ปฐมกาล ​พระ​เจ้า​ทรง​เนรมิต​สร้างฟ้า​และ​แผ่นดิน”)  เป็นข้อจากไม่กี่ข้อที่ผมท่องเป็นภาษาฮีบรูได้อย่างขึ้นใจ

        ch9 1  (ข้อความภาษาฮีบรูนี้อ่านจากขวามาซ้าย)

         บิเรชิท บารา เอโลฮิม เอท ฮาชามายิม วิเอท ฮา เอเรทส์[27] (คำอ่านตามภาษาฮีบรู)

         บรรทัดแรกทางขวาสุด  คำฮีบรูคำแรก “บิเรชิท” (ch9 2) ขึ้นต้นด้วยอักษร “บ” เหมือนกับคำที่สอง “บารา” (ch9 3)  คำที่สาม “เอโลฮิม” (ch9 4) จะเริ่มด้วยตัวอักษรแรกของภาษาฮีบรู (ch9 5 อะเลฟ) หรือ “อ”  คำที่สี่ “เอท” (ch9 6) ก็เช่นเดียวกัน

         คราวนี้ลองพิจารณาคำฮีบรูสองคำสุดท้ายทางซ้ายสุด  คำก่อนสุดท้าย (ch9 6) เป็นการผสมของคำนำหน้านาม “ch9 8” (วาฟ) กับคำซึ่งเริ่มต้นด้วย “อะเลฟ” (ch9 9)    เช่นเดียวกับคำสุดท้าย (ch9 10) ที่เป็นคำผสมของคำนำหน้านาม “ch9 11” (เฮท) กับคำซึ่งก็เริ่มด้วย “อะเลฟ” (ch9 12) เช่นกัน   ถ้าเรามองข้ามคำนำหน้านามของทั้งสองคำนี้ไปก็จะมีสอง “บ” (ch9 13) ตามด้วยสี่ “อ” (ch9 5) ดังจะเห็นจากตัวอักษรที่ขยายใหญ่จากขวามาซ้าย (ภาษาไทยจากซ้ายไปขวา บบออออ)[28]

        ch9 15

          บิเรชิท ารา เโลฮิม เท ฮาชามายิม วิเท ฮา เเรทส์  (คำอ่านตามภาษาฮีบรู)[29]

          ชาวยิววิเคราะห์พระคัมภีร์อย่างรอบคอบแม้แต่รายละเอียดของโครงสร้าง  คำฮีบรูว่า “บุตร” คือ “เบน” (ben)[30]  ดังนั้นให้เราเอาตัวอักษร “บ”  มาแทน “บุตร” และใช้ “บบ”  สองตัวแทน “บุตรหลายคน”  ที่สะดุดตาก็ตรงคำที่สาม “เอโลฮิม” (พระเจ้า) ซึ่งมาหลัง “บบ”  สองตัวนี้   ถ้าคุณจะทำให้เป็นใจความ  ก็อาจเป็นได้ว่ามนุษย์ต่ำกว่าพระเจ้าแค่หน่อยเดียว  แต่พระเจ้าก็วางมนุษย์ไว้ข้างหน้าพระองค์เอง  หรือจะพูดอีกอย่างว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์ (ผู้เป็นบุตรของพระเจ้า) ถึงขนาดว่าพระองค์ทรงจัดตัวอักษร “บบ”  สองตัวนี้ให้ปรากฏก่อนคำ “เอโลฮิม” (พระเจ้า) เพื่อให้ “พระเจ้า” มาเป็นคำที่สามในพระคัมภีร์  นี่เป็นเพียงแค่เกมคำ  ฉะนั้นขอให้รับไว้เป็นเรื่องเบาๆที่ให้ความชุ่มชื่นกับวิญญาณจิตของคุณก็แล้วกัน

         มาลองเล่นเกมคำฮีบรูอีกคำหนึ่ง  ให้เราเรียงตัวอักษรคำ “ยาห์เวห์” (ch9 16) ติดกันในแนวตั้ง  ถ้าคุณจะคิดคำนี้ให้เป็นภาพ  คุณจะเห็นเป็นภาพตัวของมนุษย์

ch9 17e

         ไม่มีคำฮีบรูคำอื่นที่มีลักษณะนี้  ไม่มีคำฮีบรูคำอื่นที่จะให้เป็นภาพของคนๆหนึ่งเมื่อเอาตัวอักษรสี่ตัวนี้มาเรียงต่อให้ติดกันในแนวตั้ง   ชื่อ “ยาห์เวห์” (ch9 16)  ในรูปแนวตั้งจะออกมาเป็นภาพของมนุษย์  ความจริงแล้วนี่อาจเป็นเพียงคำเดียวจากภาษาทั้งหมดในโลกนี้ที่เป็นภาษาภาพรวมทั้งภาษาจีน ที่มองเหมือนกับมนุษย์จริงๆ  ตัวอักษรจีนสมัยใหม่ของคำว่ามนุษย์ (人 เหริน) ก็ยังมองไม่ค่อยเหมือนมนุษย์แม้จะมองเห็นเป็นสองขาก็ตาม  แต่ถ้าคุณให้เด็กนักเรียนดูชื่อ “ยาห์เวห์” เป็นภาษาฮีบรูที่เรียงในแนวตั้ง  พวกเขาจะดูออกว่าเป็นภาพของมนุษย์  พวกเขาจะบอกได้ทันทีว่า “นี่เป็นภาพของมนุษย์  ตรงนี้เป็นหัว ตรงนี้เป็นแขน ตรงนี้เป็นลำตัว และตรงนี้เป็นขา”

เราเป็นที่รักของพระเจ้า

         เราสนุกกับเกมคำ แต่ทั้งหมดนี้ก็มีประเด็นสำคัญอยู่ด้วย  ทำไมพระยาห์เวห์จึงเลือกชื่อให้พระองค์มองเหมือนกับมนุษย์คนหนึ่งเมื่อเอาตัวอักษรมาเรียงต่อกันในแนวตั้ง?  พระเจ้าได้ทรงเลือกชื่อของพระองค์เองเป็นภาพของมนุษย์ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า  มันสื่อถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราอย่างมากมาย  แต่ผมสงสัยว่าน่าจะมีอะไรที่มากกว่านี้  หนึ่งในบรรดานิมิตทั้งหลายที่น่าคิดที่สุดจากพระคัมภีร์เดิมคือเมอร์กาบานิมิตจากเอเสเคียลบท 1 ซึ่งก็คือนิมิตของรถศึก (“เมอร์กาบา[31]” หมายถึง “รถรบ” ในภาษาฮีบรู) ในนิมิตนี้เอเสเคียลเห็นผู้หนึ่งที่มี “รูปลักษณ์” หรือ “ความเหมือน” ของมนุษย์ซึ่งคล้ายคลึงกับตัวอักษรของ “ยาห์เวห์” ที่เรียงกันในแนวตั้ง   ในนิมิตไม่ได้บอกว่าผู้ที่เอเสเคียลเห็นนี้เป็นมนุษย์  แต่บอกแค่ว่าเอเสเคียลเห็นใครไม่ทราบใน “รูปลักษณ์” หรือ “ความเหมือน” ของมนุษย์ (เอเสเคียล 1:5)[32]

          ให้เราดูเยเรมีย์ 31:2-4  (ฉบับมาตรฐาน 2011)

พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ชนชาติที่รอดตายจากดาบ ได้รับความโปรดปรานในถิ่นทุรกันดาร เมื่ออิสราเอลแสวงหาการหยุดพัก  พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาจากที่ไกลตรัสว่า เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์  เพราะฉะนั้นเราจึงนำ[33]เจ้ามาด้วยความรักมั่นคง  เราจะสร้างเจ้าอีกและเจ้าจะถูกสร้างใหม่  โอ อิสราเอลพรหมจารี  เจ้าจะหยิบรำมะนาขึ้นมาอีกและจะออกไปเต้นรำกับผู้ที่สนุกสนานกัน”

         พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิ​รันดร์ เพราะ​ฉะนั้น เรา​จึง​ชักนำเจ้า​มา​ด้วย​ความ​รักมั่น​คง”  ผมสงสัยอยู่ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะให้เราเข้าใจความรักที่พระเจ้ามีต่อเราได้

          คำที่เกี่ยวกับความรักไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะกับพระคัมภีร์ใหม่  มีคำฮีบรูที่เกี่ยวกับ “รัก” อยู่หลายคำ  คำว่า “ch9 18” (ahev อะเฮฟ) เป็นคำที่เห็นอยู่ทั่วไปซึ่งมีปรากฏ 220 ครั้งในพระคัมภีร์เดิม และ 39 ครั้งในสดุดี   คราวก่อนเราก็เห็นแล้วว่าพระคริสต์ถูกเรียกว่าผู้เป็นที่รักและเราก็เช่นกัน

     คำว่า “ch9 19[34] (ยาดิด) หมายถึง “ใครสักคนผู้เป็นที่รัก” ไม่ใช่แต่ที่พระเจ้าจะทรงรักมนุษย์โดยรวมเท่านั้น พระองค์ยังทรงรักเราแต่ละคนเป็นรายบุคคล  เราไม่ได้เป็นใครก็ได้คนหนึ่ง  เราเป็น “ที่รัก” (“ch9 19” ยาดิด)  คำนี้ใช้ในเฉลยธรรมบัญญัติ 33:12

ท่านกล่าวเรื่องเบนยามินว่า  “ผู้เป็นที่รักของพระยาห์เวห์  จะอาศัยอยู่กับพระองค์อย่างปลอดภัย  พระองค์ทรงปกป้องเขาไว้วันยังค่ำ  และทรงประทับอยู่ระหว่างบ่า[35]ของเขา” (ฉบับมาตรฐาน 2011)

         

         ในข้อนี้มีคำกล่าวที่น่าสนใจคือพระเจ้า “ทรง​ประ​ทับ​อยู่​ระหว่าง​บ่า​ของ​เขา” ซึ่งน่าจะเป็นการกล่าวถึงหัวใจ[36]  คือพระเจ้าทรงประทับอยู่ในใจของคุณ   การใช้คำของตัวบทเปิดช่องให้สื่อความหมายคนละด้าน  คุณอยู่ในพระทัยของพระเจ้า  พระยาห์เวห์เป็นผู้ที่ประทับอยู่ในใจของเราหรือ?  หรือว่าเราเป็นผู้อยู่ในพระทัยของพระองค์ หรือว่าทั้งสองอย่าง? มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในการตีความ  พระคัมภีร์ไม่ได้กังวลนักกับเรื่องนี้  แต่บริบทที่ให้ไว้พูดถึงการปกป้องของพระยาห์เวห์ จึงเป็นได้ว่าพระยาห์เวห์เป็นผู้ประทับอยู่ในใจของเรา

         นี่เป็นภาพที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้า  ตรงนี้เราไม่ได้เห็นตามที่เข้าใจว่าพระเจ้าทรงอยู่ไกลและยากที่จะเข้าถึงพระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่สูงในฟ้าสวรรค์   พระองค์ประทับอยู่ในเรา   ผมไม่เคยเหนื่อยล้าที่จะให้ความรู้ในเรื่องนี้กับคุณจนคุณเข้าใจและพูดอย่างอาร์คิมิดีส[37]ว่า  “ยูเรก้า[38] ผมพบแล้ว!  พระเจ้าทรงประทับอยู่ระหว่างบ่าของผม!”

         ไม่ใช่เฉพาะเบนยามินเท่านั้นที่เป็นที่รัก แต่ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อทุกคนก็เป็นที่รักด้วย “ขอ​ทรงช่วยให้รอด​โดย​พระ​หัตถ์​ขวา​ของ​พระ​องค์​และ​ทรง​ฟัง​ข้า​พระ​องค์​ เพื่อ​ว่า​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​จะ​ได้รับ​การ​ช่วย​ให้พ้น” (สดุดี 60:5 ฉบับไทยคิงเจมส์)  เราจะพบคำกล่าวที่เกือบจะแบบเดียวกันเลยในสดุดี 108:6  ทั้งสองแห่งนี้ใช้คำ “ch9 19” (ยาดิด-ผู้เป็นที่รัก)  เหมือนในเฉลยธรรมบัญญัติ 33:12

         คำเดียวกันนี้ถูกใช้สองครั้งในอิสยาห์ 5:1 “ข้าพเจ้าจะ​ขับร้อง​บทเพลง​แด่ผู้เป็น​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า​  เกี่ยวกับ​สวน​องุ่น​ของ​เขา  ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า​มี​สวน​องุ่น​แปลง​หนึ่งบน​ไหล่​เขา​อัน​อุดม​สมบูรณ์” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)  ครั้งนี้ “ch9 19” (“ยาดิด” เป็นที่รัก) ใช้สองครั้งกับพระยาห์เวห์ผู้เป็นที่รัก

         โคโลสี 3:12 กล่าวว่า “เพราะ​ฉะนั้น​ใน​ฐานะ​เป็น​พวก​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​เลือก พวก​ที่​บริ​สุทธิ์ และ​พวก​ที่ทรง​รัก จง​สวม​ใจ​เมต​ตา ใจ​กรุ​ณา ใจ​ถ่อม ใจ​สุภาพ​อ่อน​โยน ใจ​อด​ทน” (ฉบับมาตรฐาน 2011)  ตลอดมาเราคิดว่าพระเยซูพระบุตรที่รักทรงเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่พระเจ้าทรงรักอย่างแท้จริง  แต่ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า “ที่รัก” ก็ใช้กับเราเหมือนที่ใช้กับพระเยซู

การหล่อหลอมชีวิตฝ่ายวิญญาณให้บริสุทธิ์ผ่านทางความทุกข์ยาก

          แต่ถ้าพระเจ้าทรงรักเราอย่างมาก  และถ้าเป็นแผนการของพระองค์ที่โปรดประทานศักดิ์ศรีให้เรา (โรม 8:30)[39] แล้วทำไมมวลมนุษย์จะต้องเจอกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนเอเดนด้วย?  ทำไมมนุษย์ต้องเจอกับการทดลองและการทำบาปพร้อมทั้งความวุ่นวายและความทุกข์ทรมานในโลกนี้ที่เป็นผลมาจากความบาป?  ถ้าพระเจ้าทรงรักเราอย่างมาก  แล้วทำไมจึงไม่ให้เราข้ามขั้นตอนทั้งหมดของการทำบาป ของการเป็นทาสและการไหว้รูปเคารพเสียเลย? ทำไมเราจึงจะเริ่มจากช่วงแรก (การทรงสร้าง) แล้วก็ไปช่วงสุดท้าย (การยกย่องสรรเสริญ) เลยไม่ได้หรือ?  ทำไมจากปฐมกาลบท 2 แล้วก็ไปที่วิวรณ์บท 22   ข้ามทุกอย่างที่อยู่ช่วงระหว่างกลางนั้นไปเลยไม่ได้หรือ?

          ผมจะตอบคำถามของคุณด้วยการถามว่า บุตรน้อยผู้ผลาญทรัพย์จะเป็นคนดีขึ้นไหมถ้าเขาไม่ได้ผ่านชีวิตระทมทุกข์ที่เริ่มขึ้นเมื่อเขาออกจากบ้าน?  ไม่นานจากนั้นเงินก็หมดและอดอยากจนถึงกับต้องกินอาหารของหมู  เขาจะเป็นคนดีกว่านี้ได้ไหมโดยไม่ต้องเจอความทุกข์ยากต่างๆนี้?  พระเจ้าทรงให้คนของพระองค์เจอกับการทดสอบ เพื่อจะหลอมเขาให้บริสุทธิ์เหมือนทองที่ถูกลนไฟจนกระทั่งเราจะออกมาเป็นทองบริสุทธิ์

            “แม้ทรงเป็นพระบุตร (พระเยซู) พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังจากความทุกข์ยากที่พระองค์เผชิญ”[40] (ฮีบรู 5:8 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)  เราที่เป็นบรรดาบุตรก็เช่นกัน จะต้องเรียนที่จะเชื่อฟังผ่านกระบวนการของการถูกหลอมให้บริสุทธิ์จนกว่าเราเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความรักของพระเจ้าที่มีกับเรา บุตรน้อยผู้ผลาญทรัพย์นี้ซาบซึ้งกับความรักของบิดาของเขาไหม?  ตอนแรกนั้นไม่  เขาไม่เห็นคุณค่าความรักของบิดา  แต่เมื่อเขาหมดตัวและเกลือกกลิ้งอยู่กับหมู  เขาจึงสำนึกตัวได้ (ลูกา 15:17)  เขาเรียนรู้ที่จะซาบซึ้งกับความรักของบิดาของเขา  เราก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน  เราไม่ได้นึกถึงความรักของพระบิดาของเราจนเมื่อเราสูญเสียทุกสิ่งและผ่านกระบวนการของการหล่อหลอม

         เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเราทุกวัน  เราถูกขัดเกลาด้วยสุขภาพที่แย่ลง ซึ่งถ้าไม่แย่ลงตอนนี้ก็คงไม่ช้าก็เร็ว  ไม่มีใครหนีเรื่องนี้พ้นแม้แต่คนที่เคยเป็นนักกีฬาอย่างผม  ก็แค่รอเวลาว่าเมื่อไรที่ปัญหาสุขภาพจะโจมตีคุณ  ความทุกข์ยากเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่มันจะหลอมคุณให้บริสุทธิ์  ตอนแรกบุตรน้อยคงจะมีนิสัยที่น่ารังเกียจแต่หลังจากที่เขาต้องเจอกับความยากลำบาก (เราไม่รู้ว่านานกี่เดือนกี่ปี) เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับเมื่อตอนออกไปจากบ้าน  ความทุกข์ยากทำให้คุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  ยิ่งองค์ผู้เป็นเจ้าให้ความทุกข์กับคุณมากเท่าไร มันก็จะยิ่งเป็นพระพรกับคุณมากเท่านั้น

     ความยากลำบากในชีวิตแต่งงานก็เป็นการหลอมให้บริสุทธิ์ได้  ชีวิตแต่งงานมีความยากลำบากอยู่แล้ว  ไม่ว่าสามีหรือภรรยาคนนั้นจะดีเลิศแค่ไหน หรือความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดีมากแค่ไหนก็ตาม  ก็ไม่มีคนสองคนที่ไหนจะสัมพันธ์กันดีได้อย่างสมบูรณ์  มันต้องปรับกันอย่างมากที่จะแก้นิสัยให้เข้ากันได้  คนหนึ่งเร็วกว่า อีกคนช้ากว่า คนหนึ่งไวต่อความรู้สึกมากกว่า  อีกคนไวต่อความรู้สึกน้อยกว่า  เปาโลกล่าวว่า “แต่​คน​ที่​แต่งงาน​นั้น​คง​จะต้อง​ยุ่งยาก​ลำบาก​ใจ แต่​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​ที่​จะ​ให้​ท่าน​พ้น​จาก​ความ​ยุ่งยาก​นั้น” (1 โครินธ์ 7:28 ฉบับ 1971)

         เราควรจะหนีปัญหานี้ไหม? ก็ไม่ควร เพราะมันเป็นกระบวนการที่ทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  ผมคิดว่าไม่มีคนที่แต่งงานแล้วคนไหนในที่นี้จะปฏิเสธว่าไม่มีปัญหาในชีวิตแต่งงาน  และถ้าคุณไม่ได้อยู่ในประเภทนี้ที่ “เราแต่งงานมาสามสิบปีและไม่เคยมีปัญหาเลย” ก็ช่วยบอกผมด้วย  ผมจะยกนิ้วให้!

     ผมแปลกใจกับคนที่เร่งรีบแต่งงาน  ก็เชิญเถอะ..เพราะคนนอกมองอะไรๆก็ดีไปหมด  สวนฝั่งตรงข้ามมักจะเขียวกว่าสวนหน้าบ้านของคุณเสมอ คนในก็อยากออก คนนอกก็อยากเข้า  ผมจะพูดกับบางคนว่า “คุณจะมีความสุขกว่าถ้าคุณไม่แต่งงาน  เพราะถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ได้แต่งงานกับคุณ เขาก็จะมีความสุขมากกว่า และคุณก็จะมีความสุขกว่าด้วยถ้าคุณไม่แต่งกับเขา” มันน่าอายที่คนแต่งงานแล้วอย่างเราต้องมาแบ่งปันเรื่องเช่นนี้กันตามตรง  ที่ผ่านมาผมมีโอกาสยืนมองคู่สมรสเดินเข้ามาในคริสตจักรอย่างมีความสุขและชื่นมื่น  และผมก็จะพูดกับตัวเองว่า “หวังว่าทั้งคู่คงไปได้ตลอดรอดฝั่ง”

     คนโสดก็เจอปัญหาด้วยแต่คงจะน้อยกว่าคนที่แต่งงาน  ดูเหมือนว่าเราทุกคนจะอยู่ในกับดัก  ไม่ว่าคุณจะหันไปทางนี้หรือทางโน้นก็จะเจอปัญหาอยู่ดี  องค์ผู้เป็นเจ้าทรงใช้วิธีการเช่นนั้นด้วยพระปัญญาของพระองค์  ถ้าคุณได้รับความทุกข์ยากที่มากกว่าคนอื่นๆ นั่นเป็นเพราะว่าคุณถูกเลือกให้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในแผ่นดินของพระเจ้า  บางคนสงสัยว่าทำไมพวกเขาจึงเจอกับความทุกข์ยากมากมาย  ผมไม่มีคำตอบให้คุณในตอนนี้  แต่ผมรู้คำตอบสุดท้ายว่า  พระเจ้าต้องการทำให้คุณเป็นอัญมณีพิเศษในมงกุฎของพระองค์  ถ้าคุณต้องทุกข์ยากมากกว่าใครๆ คุณก็จะเป็นคนที่พิเศษจริงๆ  ผมรู้สึกเสียใจกับผู้ที่ทุกข์ยากเพียงเล็กน้อย เพราะผมเห็นว่าพวกเขากำลังถูกผ่านเลยไปหรือไม่ได้มีส่วนพิเศษในแผนการของพระเจ้า

     การเจียระไนเพชรเป็นงานที่ต้องขัดอย่างประณีต มีการเกลาและขัดทีละขอบทีละเหลี่ยมด้วยเครื่องตัดเพชร  ย้อนไปปี 1997 ที่ลิเวอร์พูล มีคนให้เพชรเม็ดใหญ่กับเราและผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร  หญิงสูงอายุผู้นี้รักเรามากได้พูดกับเราว่า “เอาเพชรนี่ไปเถอะ ฉันป้ำๆเป๋อๆ ฉันเกือบจะโยนมันทิ้งไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ”  เธอเก็บเพชรเม็ดนี้ห่อไว้ในกระดาษทิชชู่ แล้ววันหนึ่งก็เผลอทิ้งในถังขยะ  เมื่อเธอรู้ว่าเพชรหายไปจากกล่องเก็บ  เธอจึงรีบค้นและเจอมันในถังขยะก่อนจะเอาขยะไปทิ้ง  เมื่อเธอเอาเพชรมาให้เรา  เราก็พูดคุยกันว่า

          “คุณจะช่วยรับเพชรเม็ดนี้ไปหน่อยได้ไหม?”

          “จะให้ผมเอามันไปทำอะไร?”

          “ฉันอยากให้คุณ คุณควรรับไว้ก่อนที่ฉันจะทิ้งมันอีก”

          “ผมขอบคุณในความกรุณาของคุณอย่างมาก  คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะเอามันไปขาย?”

          “เชิญเลย  ทำตามที่คุณต้องการดีกว่าให้ฉันต้องโยนมันทิ้งไปเปล่าๆ”

          “คุณจะว่ายังไงไหม ถ้าผมจะขายแล้วถวายเงินนี้เพื่องานของพระเจ้า เพราะตัวของผมเองไม่มี

           ความจำเป็นต้องใช้เงินนี้?”

          “คุณจะทำยังไงก็แล้วแต่คุณ  ฉันให้คุณ”

          ผมไม่เคยเห็นเพชรเม็ดใหญ่ขนาดนี้มาก่อน  ผมสงสัยว่ามันเป็นเพชรแท้หรือเปล่าเพราะมีเพชรปลอมอยู่ดาษดื่น  ดีที่น้องเขยของผมมีภรรยาเป็นแม่ค้าเพชร  เราจึงเอาไปให้เธอดู เธอพูดว่า “โอ้โฮ เพชรเม็ดใหญ่เชียว!  ถ้าเป็นของแท้ก็จะมีราคามากทีเดียว”

     เราให้เธอดูเพชรเม็ดใหญ่อีกเม็ดหนึ่งที่เราได้รับเช่นกันซึ่งกลับเป็นของปลอม  แต่เพชรที่ได้รับจากหญิงสูงอายุซึ่งเป็นพี่น้องในลิเวอร์พูลนั้นพิสูจน์ออกมาว่าเป็นของแท้และก็มีราคามากด้วย  แม่ค้าเพชรพูดกับผมว่า “ถ้าจะให้เพชรมีราคาสูงขึ้น ฉันจะต้องเจียระไนใหม่อีกครั้งเพราะที่เป็นอยู่ยังตัดไว้ไม่ดีมาก  และเมื่อได้เจียระไนใหม่ มันจะส่องประกายยิ่งจ้ากว่าเดิมและราคาก็จะมากกว่าเดิมอีก”  เราบอกให้เธอทำตามที่เธอคิดว่าดีที่สุด  เธอได้ส่งเพชรนี้ไปเจียระไนใหม่ที่อเมริกาและเป็นการเจียระไนอย่างเชี่ยวชาญเพื่อจะให้ความงดงามออกมาได้เต็มที่ แล้วก็ขายมันเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เราสามารถนำไปใช้ในงานของพระเจ้า

     ประเด็นของผมก็คือว่า แม้เพชรที่ดีก็ยังต้องทำอะไรกับมันอีกมาก  และพระเจ้าก็ทรงต้องการจะทำงานในคุณ แม้ว่าคุณจะดีขึ้นแล้วก็ตาม พระเจ้าก็ยังคงให้คุณผู้เป็นที่รักของพระองค์ต้องผ่านกระบวนการของความทุกข์ยากและการขัดเกลา จนกว่าความงดงามของคุณจะส่องประกายออกมายิ่งมากและแรงขึ้น


[1] แปลจากคำภาษาจีนว่า  “观音”

[2] แปลจากคำภาษาจีนว่า  “菩萨”

[3] 1 โครินธ์ 10:20-21  20 “ไม่​ใช่ ข้าพ​เจ้า​หมาย​ความ​ว่า​เครื่อง​บูชา​ที่​พวก​เขา​ถวาย​นั้น เขา​ถวาย​บูชา​แก่​พวก​ผี ไม่​ใช่​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​ไม่​ต้องการ​ให้​พวก​ท่าน​มี​ส่วน​ร่วม​กับ​พวก​ผี  21 ท่าน​จะ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​และ​จาก​ถ้วย​ของ​พวก​ผี​ด้วย​ไม่​ได้ จะ​รับ​ประ​ทาน​ที่​โต๊ะ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ที่​โต๊ะ​ของ​พวก​ผี​ด้วย​ก็​ไม่​ได้” (ฉบับมาตรฐาน 2011)

[4] จากฉบับไทยคิงเจมส์ (1 โครินธ์ 11:7 “เพราะการที่ผู้ชายไม่สมควรจะคลุมศีรษะนั้น ก็เพราะว่าผู้ชายเป็นพระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้า ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นสง่าราศีของผู้ชาย”)   ฉบับ 1971 แปลว่า “ผู้ชายเป็นพระฉายาและพระสิริของพระเจ้า  ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นศักดิ์ศรีของผู้ชาย”  และฉบับมาตรฐาน 2011 แปลว่า “​ผู้​ชาย​เป็น​พระ​ฉายา​และ​พระ​รัศมี​ของ​พระ​เจ้า ส่วน​ผู้​หญิง​นั้น​เป็น​รัศมี​ของ​ผู้​ชาย” (ผู้แปล)

[5] Messenger  มาจากคำกรีกว่า “5” (aggelos)

[6] ภาษาจีนคือคำ “หวู่ ฉา” (武俠)

[7] ภาษาจีนคือคำ “เตี่ยนฉวู” (点穴)

[8] ภาษาจีนคือคำ  “ฉวูวุ่ย” (穴位)

[9]  Three Kingdoms   (三国演义)

[10] Zhangfei (张飞)

[11] Caocao (曹操)

[12] Zhuge Liang (诸葛亮)

[13] Guangong  (关公)

[14] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลว่า “สถานบูชาบนที่สูง” (ผู้แปล)

[15] International Standard Bible Encyclopedia

[16] ฉบับมาตรฐาน 2011 แปล 2 เธสะโลนิกา 2:4 ว่า “ผู้​กีด​กั้น​ขัด​ขวาง​และ​ยก​ตัว​ขึ้น​ต่อ​สู้​ทุก​สิ่ง​ที่​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​พระ หรือ​สิ่ง​ที่​เขา​ไหว้​นมัส​การ​นั้นแล้ว​มัน​ก็​จะ​นั่ง​ใน​พระ​วิหาร​ของ​พระ​เจ้า ประ​กาศ​ตัว​ว่า​เป็น​พระ​เจ้า (ผู้แปล)

[17]  ช่วงระหว่างกษัตริย์เฮเซคียาห์กับโยสิยาห์ยังมีกษัตริย์อาโมนด้วย  แต่พระองค์ครองราชย์อยู่เพียงสองปีซึ่งตรงข้ามกับมนัสเสห์ที่ครองราชย์ประมาณครึ่งศตวรรษ

[18]  “ดาวบริวาร” คำแปลจากฉบับ New International Version (NIV) -ผู้แปล

[19]  “บริวารของฟ้าสวรรค์” คำแปลจากฉบับ New American Standard Bible (NASB) -ผู้แปล

[20]  “ทุ่งขิดโรน” คำแปลจากฉบับ New International Version (NIV) -ผู้แปล

[21]  “ลำธารขิดโรน” คำแปลจากฉบับ New American Standard Bible (NASB) -ผู้แปล

[22]  “วาดีขิดโรน” คำแปลจากฉบับ New Revised Standard Version (NRSV) -ผู้แปล

[23]  Zhangfei

[24] แปลจากคำภาษาจีนว่า “单枪匹马”

[25] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลว่า “พ้นจากความรับผิดชอบต่อความตายของทุกคน” (ผู้แปล)

ฉบับไทยคิงเจมส์แปลว่า “ข้าพเจ้าหมดราคีจากโลหิตของทุกคน” (ผู้แปล)

[26] ฉบับมาตรฐาน 2011

[27] B’reshit bara elohim et hashamayim v’et ha’erets (ถ้อยความนี้ถอดตามตัวอักษรฮีบรู)

[28] ผู้แปลเพิ่มเติม

[29] ผู้แปลใส่คำอ่านภาษาไทยเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

[30] “bën” (30) -ผู้แปล

[31] มาจากคำฮีบรู “merkabah

[32] เอเสเคียล 1:5  “และ​ท่าม​กลาง​ไฟ​นั้นมี​รูป​ลักษณ์​ของ​สิ่ง​มี​ชี​วิต 4 ตน ลักษณะ​ของ​สิ่ง​มีชี​วิต​เหล่า​นั้นเป็นเช่นนี้คือ มีรูปลักษณ์ของมนุษย์” (ฉบับมาตรฐาน 2011) -ผู้แปล

[33] ต้นฉบับฮีบรูแปลว่า  “ชักนำ” หรือ “ดึงออกมา” (ผู้แปล)

[34] yadid

[35] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลว่า “และให้ผู้ที่พระองค์ทรงรัก  พักอยู่แนบพระทรวงของพระองค์” (ผู้แปล)

[36] คำฮีบรูคือ “36” แปลว่า “บ่า” คือบริเวณลำแขนทั้งหมดรวมไหล่ และต้นแขนรวมหน้าอก” จากคำอธิบายศัพท์จากพระคัมภีร์ฮีบรูของ

WTM (Westminster Old Testament Morphology) -ผู้แปล

[37] Archimedes นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ เจ้าของคำพูดว่า “ยูเรก้า” (ผู้แปล)

[38] Eureka

[39] โรม 8:30  “และ​บรร​ดา​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​กำ​หนด​ไว้​ก่อน​นั้น พระ​องค์​ทรง​เรียก​มา​ด้วย และ​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​มา​นั้น พระ​องค์​ทรง​ให้​เป็น​ผู้​ชอบ​ธรรม และ​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​ให้​เป็น​ผู้​ชอบ​ธรรม​นั้น พระ​องค์​ก็​ทรง​ให้​มี​ศักดิ์​ศรี​ด้วย” (ฉบับมาตรฐาน 2011)-ผู้แปล

[40] ฉบับมาตรฐาน 2011 แปลฮีบรู 5:8 ว่า “ถึง​แม้​ว่า​พระ​องค์​เป็น​พระ​บุตร พระ​องค์​ก็​ทรง​เรียน​รู้​ที่​จะ​เชื่อ​ฟัง​ด้วย​การ​ทน​ทุกข์​ต่างๆ”