pdf pic

 

 

 

บทที่ 12

 

ch2 1

 

พระยาห์เวห์

และความสัมพันธ์ของพระองค์กับพระเยซู

 

 

ความงดงามของพระยาห์เวห์: การใคร่ครวญ

      ส่วนแรกของบทนี้เป็นการใคร่ครวญ ให้เราเริ่มต้นด้วยความงดงามและความสง่างามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา

 

ข้าพ​เจ้า​ทูล​ขอ​สิ่ง​หนึ่ง​จาก​พระ​ยาห์​เวห์ ​ข้าพ​เจ้า​​เสาะ​แสวง​หาสิ่งหนึ่ง

คือ​ที่​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​นิ​เวศ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ ตลอด​วัน​คืน​แห่ง​ชีวิต​ของ​ข้าพ​เจ้า

เพื่อ​จะ​ชื่นชมความ​อ่อนหวานของ​พระ​ยาห์​เวห์ ​เพื่อ​จะเสาะหา​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์

(สดุดี 27:4 ฉบับนิวเยรูซาเล็ม)

 

      ผู้เขียนสดุดีพูดถึง “ความอ่อนหวานของพระยาห์เวห์” (ฉบับ NJB) หรือ “ความงดงามของ พระเจ้า” (ฉบับ ESV) และจะเห็นความงามของพระองค์ได้ที่ไหนหรือ? สิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งในความรักและความห่วงใยที่พระองค์มีต่อประชากรของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ทุกข์ยากและแร้นแค้น ดังที่เห็นจากการเอาใจใส่ดูแลของพระองค์ในความต้องการทางกายและจิตวิญญาณของพวกเขา

 

อิสยาห์ 63:9 ใน​ความ​ทุกข์​ทั้ง​หมด​ของ​เขานั้น พระ​องค์​ทรงทุกข์​พระ​ทัย (ฉบับ ESV)

อพยพ 3:7-8 พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชา​กร​ของ​เรา​ที่​อยู่​ใน​อียิปต์​แล้ว และ​ได้​ยิน​เสียง​ร้อง​ของ​พวก​เขาเพราะ​การ​กด​ขี่​ของ​พวก​นาย​ทาส เรา​รู้​ถึง​ความ​ทุกข์โศก​ของพวก​เขา เรา​ลง​มา​เพื่อ​จะ​ปลดปล่อยพวก​เขา” (ฉบับKJV,โดยใช้ “พระยาห์เวห์” ตามต้นฉบับเดิมภาษาฮีบรู)

ทิตัส 3:4-6 แต่​เมื่อ​ความ​ดี​และ​ความ​รักเมตตาของ​พระ​เจ้าผู้เป็นพระ​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา​มา​ปรา​กฏ พระ​องค์​ พระองค์ทรง​ช่วย​เรา​ให้​รอด ไม่​ใช่​เพราะ​ความ​ชอบ​ธรรม​ที่​เราได้​ทำ​ แต่​ด้วย​พระ​เมต​ตา​ของ​พระ​องค์​โดย​การ​ชำระ​ให้​บังเกิด​ใหม่​และ​สร้าง​ใหม่​ของ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ ที่พระองค์ทรงเท​ให้​กับ​เรา​อย่างเหลือล้น​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา (ฉบับ ESV)

1 ยอห์น 4:9-10 นี่คือวิธีที่​พระ​เจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์​ในท่ามกลางพวกเรา คือพระองค์​ทรง​ส่ง​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์​เข้า​มา​ใน​โลกเพื่อ​เรา​จะดำ​รง​ชีวิต​โดยทาง​พระ​บุตร นี่คือความ​รัก ​ที่​ไม่​ใช่ว่า​เรา​รัก​พระ​เจ้า แต่​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​เรา และ​ทรง​ส่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​มา​เป็น​เครื่อง​บูชา​ลบ​บาปของ​เรา (ฉบับ ESV)

 

      พระคัมภีร์เดิมแสดงให้เราเห็นว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นศูนย์รวมที่สมบูรณ์ของความดี ความรักเมตตา และความสงสาร ภาพนี้ยังเห็นได้ในพระคัมภีร์ใหม่ที่มีการกล่าวถึงพระองค์ว่า “เพราะว่า พระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยอห์น 3:16)

      ความรักเมตตาของพระยาห์เวห์เป็นตัวอย่างให้เห็นในพระเยซูเมื่อพบหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำของยาโคบ (ยอห์น 4:7 เป็นต้นไป) พระเยซูเป็นคนแปลกหน้าจริงๆสำหรับเธอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอกลัว พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับเธอในเรื่องความบาปของเธอ โดยไม่ได้ทำให้เธออับอายหรือผลักไสเธอไป แต่ปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระจากความผิดบาปของเธอ นั่นเป็นลักษณะการช่วยเหลือในฝ่ายวิญญาณที่คนบาปอย่างเธอยินดีรับ

      1 ยอห์น 4:9-10 หนึ่งในหลายข้อที่เราเพิ่งอ้างอิง เผยให้เห็นถึงความรักที่มากมายไพศาลของพระเจ้าที่มีต่อเราในแผนการความรอดทางพระเยซูคริสต์ แต่แค่ไม่กี่ข้อต่อมา ยอห์นก็เปลี่ยนไปพูดถึงความรักของเราต่อพระเจ้าและต่อประชากรของพระองค์

 

ถ้า​ใคร​จะกล่าว​ว่า “ข้าพ​เจ้า​รัก​พระ​เจ้า” และ​ยัง​เกลียด​ชัง​พี่​น้อง​ของ​ตน เขาก็​เป็น​คน​พูด​มุสา เพราะ​ผู้​ที่​ไม่​รัก​พี่​น้อง​ของ​ตน​ที่​มอง​เห็น​ได้ จะ​รัก​พระ​เจ้า​ที่​มอง​ไม่​เห็น​ได้อย่างไร (1 ยอห์น 4:20)

 

      คนที่พระเจ้าทรงรัก จะต้องรักบรรดาลูกของพระองค์ แต่เราจะนำคำสอนนี้มาใช้อย่างไร? มันเป็นเรื่องที่เราคุ้นกันดีแต่หลายคนก็ยังหนักใจ เพราะความผิดพลาดและความล้มเหลวของพี่น้องชายหญิงบางคนนั้นเด่นชัดเหลือเกิน พวกเขาเป็นพวกที่รักได้ยาก แต่พระเจ้าก็ไม่มีปัญหาที่จะรักพวกเขา พระองค์สถิตอยู่ในผู้เชื่อทั้งหลายซึ่งเป็นวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16) และนั่นจะรวมถึงพี่น้องชายหรือหญิงที่เราจะรักได้ยาก เรายินดีที่จะรักพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น และยินดีที่จะรักพระเยซูคริสต์ที่เราก็มองไม่เห็นเช่นกัน เพราะพระองค์ประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

      แต่ผู้เชื่อหลายคนก็รักพระเจ้าและรักพระคริสต์มากกว่าตัวของพวกเขาเองและคนที่พวกเขารักเสียอีก แม้ว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นพระเจ้าก็ตาม แม้ว่าผู้ที่ไม่เชื่อส่วนใหญ่จะเมินเฉยกับพระเจ้าเพราะพวกเขามองไม่เห็นพระองค์ แต่ผู้เชื่อทุกคนต่างก็เคยเป็นผู้ไม่เชื่อเช่นกัน อะไรหรือที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจมาหาพระเจ้าที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็น? พระเจ้าที่ไม่เป็นจริงกับพวกเขา แล้วจู่ๆจะกลายมาเป็นจริงได้อย่างไร? นี่เป็นการเปลี่ยนความเชื่อในทางปัญญาไหม หรือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางจิตวิญญาณ ที่ทำให้พวกเขาพูดเหมือนกับเปาโลว่า “เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​รู้​จัก​     พระ​องค์​ที่​ข้าพ​เจ้า​เชื่อ” (2 ทิโมธี 1:12)?

      ผู้เชื่อที่แท้จริงจะมีประสบการณ์กับการทำงานของพระเจ้า ในการเปลี่ยนแปลงจิตใจและความ คิดของพวกเขา เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงที่แสดงให้เห็นในคำกล่าวว่า “เพราะ​เมื่อ​ก่อน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​มืด แต่​บัด​นี้​ท่าน​เป็น​ความ​สว่าง​ใน​องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า” (เอเฟซัส 5:8) ฤทธิ์อำนาจในการทำการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ให้ชีวิตกับเราและเปลี่ยนแปลงโลกรอบตัวเรา

 

ความรอดมาจากพระยาห์เวห์ พระศิลาแห่งความรอดของข้าพเจ้า

      ศิลารากฐานที่จะสร้างความเข้าใจอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับความรอดคือความจริงที่ว่า ความรอดมาจากพระยาห์เวห์ ความจริงนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วพระคัมภีร์และจะเห็นได้จากคำกล่าวในพระคัมภีร์เดิมต่อไปนี้ (ข้อทั้งหมดมาจากฉบับ NJB)

 

สดุดี 27:1 พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เป็น​ความ​สว่าง​และ​ความ​รอด​ของ​ข้าพ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​จะ​กลัว​ผู้​ใด​เล่า?

 

สดุดี 68:20 พระ​เจ้า​ของ​เรา​องค์นี้​เป็น​พระ​เจ้าผู้ทรงช่วยให้​รอด การ​หลุด​พ้น​จาก​ความ​ตาย​นั้น​ก็​อยู่​ที่​พระ​ยาห์​เวห์​องค์​เจ้า​นาย

 

โยนาห์ 2:9 ความ​รอด​มา​จาก​พระ​ยาห์​เวห์!

 

      ความรอดก็เหมือนกับความจริงและความสว่างที่รวมอยู่ในพระ​ยาห์​เวห์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดเพราะพระองค์ทรงเป็นความรอดและพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์ผู้เดียวคือพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เพราะว่า “นอก​จาก​เรา ไม่​มี​พระ​เจ้า​อื่น​อีก ไม่มีพระ​เจ้าที่​ช่วย​ให้​รอด นอก​จาก​เรา​ไม่​มี​ผู้​ช่วยให้รอด!” (อิสยาห์ 45:21 ฉบับ NJB) “เจ้า​ทั้ง​หลาย​ไม่​รู้​จัก​พระ​เจ้า​อื่น​นอก​จาก​เรา และนอก​จาก​เราก็ไม่​มี​ผู้​ช่วย​อื่น​ใด​” (โฮเชยา 13:4)

      คำกล่าวนี้มีความหมายเมื่อพิจารณาถึงความสมบูรณ์แบบที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระบิดา ความสมบูรณ์แบบของพระเจ้านั้นคงที่ เพราะพระองค์ทรงเป็น “พระบิดา​แห่ง​บรร​ดา​ดวง​สว่าง ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​การ​แปร​ปรวน​หรือ​เงา​ของ​การ​เปลี่ยน​แปลง” (ยากอบ 1:17) ดังที่เห็นในพระคัมภีร์เดิมด้วยว่า “เรา​ ​ยาห์​เวห์ผู้ไม่​​ผัน​แปร” (มาลาคี 3:6)

      ความหมายของ “ยาห์​เวห์” เป็นหัวข้อถกเถียงกันมากเชิงวิชาการ (ดูภาคผนวก 3) และสื่อความหมายได้ดีในคำอธิบายว่า “พระ​องค์​ผู้​ทรง​เป็น​อยู่ ผู้​ทรง​เคย​เป็น​อยู่ และ​ผู้​ที่​จะ​เสด็จ​มา​” (วิวรณ์ 1:4,8; 11:17; 16:5) และ “พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​ตั้ง​แต่​นิ​รันดร์​กาล​ถึง​นิ​รันดร์​กาล” (สดุดี 90:2) และ “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” (โยชูวา 3:10; สดุดี 42:2; เยเรมีย์ 10:10; มัทธิว 16:16; โรม 9:26; 1 ทิโมธี 4:10)

      พระเจ้าที่นิรันดร์ ไม่มีทั้งอดีตหรืออนาคต พระองค์ทรงเป็นอยู่เสมอ ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ที่มีความจำกัดอย่างเรารับรู้เวลาว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพียงพริบตาเดียว หนึ่งวินาทีในอนาคตก็จะเป็นหนึ่งวินาทีในอดีต ปัจจุบันคือการเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องของอนาคตที่เคลื่อนไปหาอดีต และเราก็เป็นเหมือนปลาที่กำลังว่ายอยู่ในสายน้ำ เรามีชีวิตอยู่ในกระแสของเวลาและมุ่งที่จะใช้มันให้มากที่สุด

      เนื่องจากศิลาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าจึงถูกกล่าวถึงว่า ทรงเป็นพระศิลาของเราและพระผู้ช่วยให้รอดของเราดังนี้

 

2 ซามูเอล 22:2-4 พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เป็น​ศิลา ​และป้อม​ปรา​การ และ​ผู้​ช่วย​กู้​ของ​ข้าพ​เจ้า​ ​​​​พระ​เจ้าของ​ข้าพ​เจ้า​ พระ​ศิลา​ของ​ข้าพ​เจ้า ผู้ที่ข้าพ​เจ้า​เข้า​ลี้​ภัย​อยู่​ใน​พระ​องค์ พระ​องค์​ทรง​เป็น​โล่ เป็น​พลัง​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้าพ​เจ้า ทรง​เป็น​ที่​กำ​บัง​อัน​แข็ง​แกร่ง​และ​ที่​ลี้​ภัย​ของ​ข้าพ​เจ้า พระ​ผู้​ช่วย​ของ​ข้าพ​เจ้า  พระ​องค์​ทรง​ช่วย​ข้า​พระ​องค์​​จาก​ความ​ทา​รุณ ข้าพ​เจ้า​ร้อง​ทูล​พระ​ยาห์​เวห์ ผู้​ทรง​สม​ควรได้รับ​การ​สรร​เสริญ และ​ข้าพ​เจ้าได้​รับ​การ​ช่วย​ให้​พ้น​จาก​บรร​ดา​ศัตรู​ของ​ข้าพ​เจ้า (ฉบับ ESV, โดยใช้ “พระยาห์เวห์” ตามต้นฉบับเดิมภาษาฮีบรู)

 

ข้อ 47 “พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ ​ขอสรร​เสริญ​พระ​ศิลา​ของ​ข้า​พระ​องค์​ และขอยก​ย่องพระ​เจ้าของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​ศิลา​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้า​พระ​องค์​”

 

      พระยาห์เวห์ถูกเรียกว่าพระศิลา 30 ครั้งในสดุดี การพักพิงอยู่กับพระศิลาก็คือการหลบภัยอยู่ในนั้น พระยาห์เวห์ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์ให้รอด ทรงเป็น “​ศิลา​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้า​พระ​องค์” (สดุดี 89:26; 95:1) พระศิลานี้ไม่ใช่วัตถุที่ไม่เคลื่อนไหว แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ “พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ ขอสรร​เสริญพระ​ศิลา​ของ​ข้า​พระ​องค์​ และ​ขอ​ยก​ย่องพระ​เจ้า​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้า​พระ​องค์​” (สดุดี 18:46; 2 ซามูเอล 22:47) นี่คือรากฐานของคำปฏิญาณว่า “พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ฉันใด” ซึ่งมีปรากฏราวๆ 28 ครั้งในพระคัมภีร์เดิม พระยาห์เวห์มักจะปฏิญาณหรือประกาศบนพื้นฐานของการทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์ดังที่ “พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด” ซึ่งเป็นคำประกาศที่ปรากฏ 14 ครั้งในเอเสเคียลเล่มเดียว

      ด้วยเหตุที่พระเจ้าทรงเป็นเหมือนศิลา ที่ไม่เปลี่ยนคุณลักษณะ พระองค์จึงไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยของพระองค์เกี่ยวกับพระสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้

 

กันดารวิถี 23:19 พระ​เจ้า​ทรง​ไม่​ใช่​มนุษย์​ที่พระองค์​จะ​มุสา หรือไม่ใช่บุตร​ของ​มนุษย์ที่​​จะ​ต้องเปลี่ยน​ใจ สิ่งที่พระ​องค์​ตรัส​ไว้ แล้วพระองค์​จะ​ไม่​ทรง​ทำ​ตาม​​หรือ? หรือที่พระ​องค์​ทรง​ลั่น​วา​จา​ไว้​แล้ว พระองค์จะ​ไม่​ทรง​ทำ​ให้​สำเร็จ​​หรือ? (ฉบับ ESV)

สดุดี 110:4 พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ปฏิ​ญาณ​แล้ว และ​จะ​ไม่​ทรงเปลี่ยน​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ (เปรียบเทียบฮีบรู 7:21)

 

ข่าวประเสริฐของพระเจ้า

      พระ​ยาห์​เวห์ทรงเป็นศูนย์กลางของพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ ดังนั้นเปาโลจึงพูดถึงข่าวประเสริฐว่าเป็น “ข่าวประเสริฐของพระเจ้า” (โรม 1:1; 15:16; 2 โครินธ์ 11:7; 1 เธสะโลนิกา 2:2, 8, 9)[1] หรือ “ข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า” (กิจการ 20:24)[2] พระเยซูก็ทรงสั่งสอน “ข่าวประเสริฐของพระเจ้า” เช่นเดียวกัน (มาระโก 1:14)[3] ซึ่งก็คือ ข่าวประเสริฐของพระ​ยาห์​เวห์

      แต่ข่าวประเสริฐของพระ​ยาห์​เวห์มุ่งเน้นที่พระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) เพราะพระเจ้าผู้สถิตในพระคริสต์ ทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์เอง (2 โครินธ์ 5:19 ฉบับไทยคิงเจมส์) ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์ใหม่จึงประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะโดยมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบผู้นี้ พระเจ้าได้ทรงทำให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์เอง ในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนี่เองที่พระเยซูคริสต์จึงทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก        

      มาระโกพูดถึง “ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​พระเยซูคริสต์” (มาระโก 1:1)[4] เปาโลพูดถึง “ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ องค์ผู้เป็นเจ้าของเรา” (2 เธสะโลนิกา 1:8) ซึ่งในบทถัดไปเปาโลกล่าวว่าพระเจ้า “ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​เพื่อ​การ​นี้​โดย​ทาง​ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​เรา เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ร่วม​ใน​ศักดิ์​ศรี​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา” (2 เธสะโลนิกา 2:14) ความตั้งพระทัยของพระเจ้าก็คือที่ผู้เชื่อจะมีส่วนร่วมในศักดิ์​ศรีของพระเยซูโดยทางข่าวประเสริฐ พระเจ้าไม่ได้ทรงให้ศักดิ์​ศรีกับพระเยซูเพราะเห็นแก่พระเยซูเท่านั้นแต่เพราะเห็นแก่พวกเราด้วยเช่นกัน

 

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจิตวิญญาณของพระ​ยาห์​เวห์กับพระเยซู

      นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา ที่จะทำความเข้าใจลักษณะของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจิตวิญญาณของพระยาห์​เวห์กับพระเยซู ผู้เป็นพระบุตรหนึ่งเดียวและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ พระเยซูทรงกล่าวถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน ดัง​เช่น ​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​บิดา​สถิต​ใน​ข้า​พระ​องค์​และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​องค์​และ​ใน​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” (ยอห์น 17:21) วรรคสุดท้ายกล่าวว่า “เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​องค์​และ​ใน​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” แสดงให้เห็นว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้หมายรวมบรรดาผู้เชื่อด้วย สิ่งนี้จะเห็นได้ในคำกล่าวของเปาโลว่า “คน​ที่​ผูก​พัน​กับ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ก็​เป็น​จิต​วิญ​ญาณ​เดียว​กับ​พระ​องค์” (1 โครินธ์ 6:17)

      แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากความไม่สมบูรณ์แบบของเรา ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเรากับพระเจ้าจึงสนิทแน่นน้อยกว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระเจ้ากับพระเยซูดังคำกล่าวว่า “พระองค์​ใน​ข้า​พระ​องค์​ และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์” คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ไม่ได้เข้าใจกันในแง่ของแก่นแท้ร่วมกันภายในตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดกึ่งสสารที่คิดค้นขึ้น โดยคริสตจักรชาวต่างชาติ แต่จะไม่พบที่ไหนเลยในพระคัมภีร์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจิตวิญญาณของพระยาห์เวห์กับพระเยซูมีความหมายว่า ทั้งสองไม่สามารถจะแยกจากกันได้ในแผนแห่งความรอดของพระเจ้า ในงานของการช่วยให้รอดนั้น บทบาทของพระเยซูในฐานะพระเมษโปดกของพระเจ้ามีความสำคัญมาก เพราะด้วยบทบาทนี้พระองค์จึงมาเป็นเครื่องบูชาลบล้างความผิดบาปของมนุษย์[5]

      พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์คืนดีกับพระองค์เองโดยการลบล้างบาปในพระคริสต์ และประทานของประทานล้ำค่าคือชีวิตนิรันดร์โดยให้ผู้ที่รับการไถ่ มาเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์ การเป็นเครื่องบูชาของพระเยซูลบล้างผลของความบาปที่ทำให้ต้องตายและให้ชีวิตแก่ทุกคนที่เชื่อ พระคริสต์ทรงเป็นวิญญาณ​ผู้​ให้ชีวิต (1 โครินธ์ 15:45) ต่อผู้ที่มีความเชื่อและมาเป็นอวัยวะในพระกายของพระองค์ ซึ่งก็คือคริสตจักรที่พระองค์ทรงเป็นศีรษะ พวกเขาจะมีส่วนในลักษณะของพระเจ้า (2 เปโตร 1:4) และมาเป็นประชากรของพระองค์และเป็นผู้ที่พระองค์ทรงครอบครองเป็นพิเศษ นี่คือพระพรอันอุดมที่พระ​ยาห์​เวห์ประทานแก่บรรดาผู้เชื่อทางพระคริสต์

 

พระ​ยาห์​เวห์ทรงเป็นพระบิดา

      พระ​ยาห์​เวห์ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่ว่าเป็น “พระบิดา” นี่เองพระเยซูจึงทรงกล่าวกับพระเจ้าเมื่ออธิษฐานว่า “พระบิดา” ซึ่งเป็นภาษาอาราเมคว่า “อับบา” ที่เหมือนกับ “อาปา” หรือ “พ่อ”

      คำกรีกของ “บิดา” (patēr) มีปรากฏ 413 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ ประมาณ 60% ของจำนวนครั้งที่ปรากฏจะกล่าวถึงพระเจ้าว่าเป็นพระบิดา โดยที่ 136 ครั้งจะพบในพระกิตติคุณยอห์น

      ในพระคัมภีร์เดิม ชาวอิสราเอลเรียกพระ​ยาห์​เวห์ว่าพระบิดา (“ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์ พระ​องค์​เป็น ​พระ​บิดา​ของ​พวก​ข้า​พระ​องค์” อิสยาห์ 63:16) แต่ในลักษณะที่เป็นทางการบ่อยครั้ง เช่น การกล่าวว่าพระ​ยาห์​เวห์ทรงเป็นพระบิดาของเราเพราะพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างของเรา ดังคำกล่าวไว้ว่า “พระ​องค์​ไม่​ใช่​พระ​บิดา ผู้​ทรง​สร้าง​ท่าน ผู้​ทรง​สรรค์​ท่าน และ​สถา​ปนา​ท่าน​ไว้​หรือ?” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:6); “เรา​ทั้งหลาย​มีพระ​บิดา​องค์​เดียว​ไม่​ใช่​หรือ? พระ​เจ้า​องค์​เดียว​ได้​ทรง​สร้าง​เรา​มิ​ใช่​หรือ?” (มาลาคี 2:10) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ถูกเชื่อมต่อกันในพระคัมภีร์ใหม่ แต่ก็ไม่ได้ลดความยำเกรงของเราที่มีต่อพระเจ้า หัวใจสำคัญของการมีชีวิตในฝ่ายวิญญาณตามพระคัมภีร์ใหม่นั้นอยู่ที่ความ สัมพันธ์กับพระยาห์​เวห์ในแบบใหม่ในฐานะที่เป็นพระบิดาของเรา ผู้ทรงรักและทรงห่วงใยประชากรของพระองค์

      ความสนิทสนมกับพระเจ้าพระบิดาของเรา เป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตของผู้เชื่อในพระคริสต์และจะทำได้โดยการอยู่ในกันและกันทั้งสองฝ่าย คือ “เรา​อยู่​ใน​พระ​บิดาและ​พวก​ท่าน​อยู่​ใน​เรา​ และ​เรา​อยู่​ใน​ท่าน” (ยอห์น 14:20) เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์ทรงอยู่ในพระบิดา เราจึงอยู่ในพระบิดา (“เพื่อพวก​เขา​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​องค์​และ​ใน​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” ยอห์น 17:21) สิ่งนี้จะเป็นจริงได้ เราจะต้องมีประสบการณ์จริงที่ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ด้วยสติปัญญาเท่านั้น ความสนิทสนมนี้เป็นไปได้โดยการสถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เร้าใจประชากรของพระเจ้าให้ร้องว่า “อับบา” (โรม 8:15, กาลาเทีย 4:6) ถ้าใครไม่ได้สัมพันธ์กับพระเจ้าว่าเป็น “อับบา” เขาก็ไม่ใช่หนึ่งในประชากรของพระเจ้า

      ความสัมพันธ์ของเรากับพระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นี่เองที่ทำให้ข่าวประเสริฐเป็นข่าวดีจริงๆ ทั้งศาสนายิวและอิสลามไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าในแบบที่ใกล้ชิดสนิทสนม แต่ความจริงที่น่าเศร้าก็คือว่าแม้แต่ในหมู่คริสเตียน ก็มีส่วนน้อยที่มีประสบการณ์ในลักษณะที่ใกล้ชิดสนิทสนมแบบนี้ เพราะสำหรับคริสเตียนส่วนใหญ่แล้ว ศาสนาที่เรียกว่าศาสนาคริสต์นี้ก็มีความเป็นทางการและเป็นการปฏิบัติแต่ภายนอกเช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็มากกว่า แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ ความเชื่อในทางที่ผิดของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ได้กำจัดพระยาห์เวห์ผู้ที่พระเยซูทรงเรียกว่าพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว ออกไปจากความสนใจและออกไปจากสายตาของเรา

      แต่ถ้าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า สิ่งที่น่าอัศจรรย์แล้วยังดีเลิศอีกก็คือ การรวมพระนามอันน่าเกรงขามของพระยาห์เวห์กับความยำเกรงด้วยความรักที่เราแสดงกับพระองค์โดยการเรียกพระองค์ว่า “อับบา” หรือ “พ่อ” มันเป็นความตรงกันข้ามที่น่าทึ่งเมื่อวางเทียบเคียงกัน เช่น พระเจ้าผู้ทรงเต็มด้วยอำนาจทุกอย่างกับเด็กที่ไร้อำนาจและช่วยตัวเองไม่ได้ ผู้ทรงอำนาจกับคนอ่อนแอ ผู้สูงสุดกับผู้ต่ำต้อยสุด ผู้ไม่มีขีดจำกัดกับคนที่มีขีดจำกัด พระเจ้านิรันดร์กับผู้ที่ “วัน​เวลา​ของ​เขา​ก็เหมือนต้น​หญ้า เขา​เจริญ​ขึ้น​เหมือน​ดอก​ไม้​ใน​ทุ่ง​นา” (สดุดี 103:15)

      สิ่งนี้ให้มุมมองใหม่กับคำกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3) เด็กเล็กๆเท่านั้นที่จะเรียกบิดาของพวกเขาว่า “อาปา” หรือ “พ่อ” หรือ “อับบา” ในภาษาอาราเมค ใครที่คิดว่าเป็นคริสเตียนมานานจนโตเกินกว่าจะเรียกพระยาห์เวห์ว่า “อาปา” นั้น แสดงว่าเขายังไม่ได้เข้าใจการดำเนินชีวิตที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมนี้ ในช่วงสุดท้ายของพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงอยู่ในวิกฤติ พระเยซูก็ยังเรียกพระยาห์เวห์ว่า “อับบา พระบิดา” (มาระโก 14:36) เราก็เรียกพระเจ้าว่า “อับบา” เช่นเดียวกัน เพราะการทำงานอย่างลึกๆภายในเราของพระวิญญาณ

 

โรม 8:15 ​ท่านได้รับพระ​วิญ​ญาณ​ที่ให้​ท่าน​มี​ฐานะ​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า โดย​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เรา​จึงร้อง​​ว่า “อับ​บา! พระบิดา!” (ฉบับ ESV)

กาลาเทีย 4:6 ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​บุตร ​พระ​เจ้าจึง​ทรง​ให้พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์เข้า​มา​ใน​ใจ​ของ​เรา พระ​วิญ​ญาณผู้ทรงร้องว่า “อับ​บา พระบิดา” (ฉบับ NIV)

 

      พระเจ้าต้องการให้เราเรียกพระองค์ว่า “อับบา” และดำเนินชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระยาห์เวห์ทรงเข้ามาหาเราด้วยความรัก และเราก็ตอบสนองพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ สุดจิตและสุดกำลังของเรา (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5; มัทธิว 22:37)[6]

      ความเคร่งของชาวยิวได้ก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับพระเจ้า โดยเลือกที่จะเกี่ยวข้องกับพระองค์ในขั้นที่เป็นทางการ จนถึงขนาดไม่ออกเสียงพระนามของพระยาห์เวห์ ชื่อนี้ถูกแทนที่ด้วยคำ “อาโดนาย” (Adonai) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียกที่เป็นทางการพอๆกับคำว่า “นายท่าน” หรือ “ท่าน” (“Lord” หรือ “Sir”) มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะลังเลในการเรียก “นายท่าน” และ “เจ้านาย” ของคนนั้นด้วยชื่อเฉพาะของเขา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปจึงมีการสอนว่า จะต้องไม่ออกเสียงพระนามของพระยาห์เวห์ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะสนับสนุนให้คนของพระเจ้าประกาศพระนามและปฏิญาณด้วยนามนั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:20, เยเรมีย์ 12:16) การห้ามออกเสียงพระนามของพระยาห์เวห์พัฒนาขึ้นในศาสนายิวภายหลังการถูกเนรเทศ ในประวัติศาสตร์ช่วงแรกๆของชาวยิวนั้น พระนามของพระยาห์เวห์ (Yah­weh) จะ “เปล่งเสียงปกติด้วยสระเฉพาะ” ตามงานเขียนของชาวยิวในสารานุกรมยูเดคา[7] (ดูภาคผนวก 1 ของหนังสือเล่มนี้) แต่ไม่ว่าเราได้กระทำอะไรไปต่อพระนามของพระเจ้า ความจริงก็ยังคงมีอยู่ว่า พระเยซูทรงสอนวิธีใหม่กับเหล่าสาวกของพระองค์ถึงวิธีที่จะสัมพันธ์กับพระเจ้า นั่นก็คือการพูดกับพระองค์ว่า “อับบา” หรือ “พ่อ”

 

เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต

พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​จะ​มา​ทาง​เรา” (ยอห์น 14:6)

 

      บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพใช้ข้อยอห์น 14:6 นี้เป็นหลักฐานถึงความเป็นพระเจ้าของพระเยซู แต่ความหมายของถ้อยคำเหล่านี้พระเยซูเองได้ทรงอธิบายไว้แล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องทำให้มันมีความหมายในสิ่งที่มันไม่ได้หมายถึง ไม่มีอะไรในข้อนี้ที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า แต่สิ่งที่พระเยซูทรงทำก็คือการประกาศว่า การทำหน้าที่สามอย่างในงานของพระองค์คือ ทรงเป็นทางนั้น ทรงเป็นความจริง และทรงเป็นชีวิตนั้น ถูกสรุปรวมด้วยคำกล่าวว่า “ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​จะ​มา​ทาง​เรา” จุดหมายปลายทางและเป้าหมายสุดท้ายของเราไม่ใช่พระเยซูคริสต์ แต่เป็นพระเจ้าพระบิดา และเรามาหาพระองค์โดยทางพระเยซูผู้ทรงเป็น “ทางนั้น” ดังนั้นจึงตัดโอกาสทางอื่นๆ

      ความจริงและชีวิตก็ถูกกล่าวถึงด้วย เพราะทั้งสองมีความเชื่อมโยงกับทางนั้น คือพระเยซูทรงเป็นทางที่แท้จริงและเป็นทางที่มีชีวิต คำว่า “ความจริง” และ “ชีวิต” นี้ไม่สามารถจะเอาออกไปจากบริบทเพื่อใช้อ้างว่า ในเมื่อพระเยซูทรงเป็นความจริงและเป็นชีวิต พระองค์จึงเป็นพระเจ้า

      ข้อเท็จจริงว่า “ความจริง” และ “ชีวิต” เป็นแนวคิดที่สำคัญในพระกิตติคุณยอห์นนั้น สามารถดูได้ในสถิติต่อไปนี้ พระกิตติคุณยอห์นมีตัวอย่างของคำกรีก alētheia (“ความจริง”) 20 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในพระคัมภีร์ใหม่ จำนวนสูงสุดรองลงมาคือในโรมและ 1 ยอห์น (8 ครั้งในแต่ละเล่ม) คำว่า zōē (“ชีวิต”) มีจำนวนปรากฏลดลงตามลำดับคือ 32 ครั้งในพระกิตติคุณยอห์น, 17 ครั้งในวิวรณ์, 14 ครั้งในโรม, 10 ครั้งใน 1 ยอห์น ทั้งหมดนี้มาจากงานเขียนของยอห์นยกเว้นในโรม

      สถิติเหล่านี้ยืนยันสิ่งที่เราเพิ่งกล่าวไปว่า ความจริงและชีวิตนั้น เป็นแนวคิดพื้นฐานในพระกิตติคุณยอห์น ดังนั้นการปรากฏของคำเหล่านี้ในยอห์น 14:6 จึงไม่สามารถจะดึงออกจากบริบทที่กว้างขึ้นและเอามาใช้พิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระเยซู การดูตัวอย่างอื่นๆของ “ความจริง” และ “ชีวิต” ในพระคัมภีร์จะลบล้างการใช้สองคำที่สำคัญและแพร่หลายนี้ในทางที่ผิด ความจริงและชีวิตของพระยาห์เวห์ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซู จะนำผู้ที่เชื่อในพระเยซูให้มีความเชื่อที่มีพลังซึ่งรวมถึงความจริงและชีวิต ผู้เชื่อมีส่วนร่วมในความเป็นจริงเหล่านี้ในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งในที่สุดจะพบได้ในพระยาห์เวห์ “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และเที่ยงแท้” (1 เธสะโลนิกา 1:9)[8]

      คำประกาศของยอห์นผู้ให้บัพติศมาว่า “จงทำทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า” ในยอห์น 1:23 นำมาจากอิสยาห์ 40:3 (“จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์”)[9] ภายหลังพระเยซูตรัสถึง “ทางนั้น” กับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “และ​ท่าน​รู้​จัก​ทาง​ที่​เรา​จะ​ไป​นั้น” (ยอห์น 14:4) โธมัสจึงทูลว่า “พวก​ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ​ว่า​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​ไป​ที่​ไหน” และคำถามนี้นำไปสู่ยอห์น 14:6 ที่ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต” การรู้จักพระเยซูคือการรู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นทางนั้น “ทาง” ไม่ใช่คำสอนที่มาจากนิกายต่างๆในสมัยของพระเยซู แต่เป็นสิ่งที่รวมอยู่ในองค์พระเยซูผู้ที่เป็นทางนั้น และในผู้ที่ความจริงและชีวิตจะให้กำลังด้วยชีวิตใหม่กับผู้ที่เชื่อในพระองค์

      สามหลักการนี้คือ ทางนั้น ความจริง และชีวิต มีความเชื่อมโยงกันที่แยกจากกันไม่ได้ สามสิ่งที่รวมกันนี้จะนำเราไปถึงพระบิดาผู้ทรงเป็นแหล่งที่มาของทั้งสามสิ่ง ความจริงและชีวิตไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของทางนั้น แต่บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพก็ดึงข้อนี้ออกจากบริบทและทำให้ “เราเป็นความจริงและชีวิต” มีความหมายของความเป็นพระเจ้าอยู่จริง

      แต่พระเยซูไม่สามารถจะเป็น “ชีวิต” ในความหมายนั้นได้จริง เพราะชีวิตของพระองค์เองขึ้นอยู่กับพระบิดาดังคำกล่าวว่า “และ​เรา​มี​ชีวิต​เพราะ​พระ​บิดา” (ยอห์น 6:57) “เพราะ​ว่า​พระ​บิดา​ทรง​มี​ชีวิต​ใน​พระ​องค์​เอง​อย่าง​ไร พระ​องค์​ก็​ทรง​ให้​พระ​บุตร​มี​ชีวิต​ใน​พระ​องค์​เอง​อย่าง​นั้น” (ยอห์น 5:26)

      เมื่อเราเห็นว่าคำสอนของยอห์น 14:6 เป็นเรื่องการที่เราจะมาถึงพระบิดา เราจึงสงสัยว่าเหตุใดข้อนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นข้อความพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระเยซู เพราะว่าพระเยซูไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น

      แต่สำหรับเราที่จะไปหาพระบิดา การรู้จุดหมายปลายทางของเรานั้นยังไม่พอ เราจะต้องจัดการกับบาปที่ขัดขวางการก้าวไปข้างหน้าของเราก่อน บาปเป็นความจริงที่น่ากลัวทั้งในโลกรอบตัวเราและภายในใจเรา ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราล้วนขาดแคลนความจริงฝ่ายวิญญาณและภายในตัวเราก็ขาดชีวิต เพราะมนุษย์ “ตาย​โดย​การ​ละเมิด​และ​การ​บาป” (เอเฟซัส 2:1) แต่พระเยซูทรงนำเราเข้าสู่ความจริงและชีวิตของพระเจ้า เพราะพระเยซูผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ทรงมีคุณสมบัติเหล่านี้รวมอยู่ในตัวพระองค์เอง ถึงแม้ว่าชีวิตของพระองค์เองจะมาจากพระบิดา (“และ​เรา​มี​ชีวิต​เพราะ​พระ​บิดา” ยอห์น 6:57) พระเยซูทรงเป็นทางไปสู่พระบิดา เพราะชีวิตของพระองค์จดจ่ออยู่กับพระเจ้าอย่างทั้งหมด และพระองค์ทรงเป็นคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (1 ทิโมธี 2:5)

      สามองค์ประกอบใน “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต” นั้นเป็นจุดเด่นในสดุดีและสุภาษิต ในพระคัมภีร์ฉบับ LXX (พระคัมภีร์เดิมฉบับภาษากรีก) คำว่า “ทาง” (hodos, ὁδός) มีปรากฏ 94 ครั้งในสุภาษิตและ 79 ครั้งในสดุดีที่มากกว่าในเล่มอื่น ส่วนคำว่า “ความจริง” (alētheia, ἀλήθεια) มีปรากฏ 59 ครั้งในสดุดีมากกว่าในเล่มอื่น และคำว่า “ชีวิต” (zōē, ζωή) ปรากฏ 38 ครั้งในสุภาษิต และ 25 ครั้งในสดุดีมากกว่าเล่มอื่นในหนังสือพระคัมภีร์เดิม ดังนั้น “ทาง ความจริง และชีวิต” จึงเป็นแนวคิดสำคัญ 3 ประการของหนังสือหมวดกวี[10]ในสดุดีและสุภาษิตเช่นเดียวกับในพระกิตติคุณยอห์นด้วย หลักการสามอย่างนี้ (ทาง ความจริง ชีวิต) เชื่อมโยงหนังสือสามเล่ม คือสดุดี สุภาษิต และยอห์นเข้าด้วยกัน ทำให้เรามีความเข้าใจใหม่ในคำตรัสของพระเยซูที่พระคัมภีร์เป็นพยานเกี่ยวกับพระองค์ (ยอห์น 5:39)[11] วินเซนต์ เทย์เลอร์[12] ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับยอห์น 14:6 ดังนี้

 

พลังเต็มๆของชื่อเรียกเหล่านี้จะเข้าใจได้เมื่อนำมารวมกัน เหมือนที่ผู้ประกาศ (ยอห์น) ใช้ชื่อเรียกเหล่านี้... พระเยซูเป็น “ทางนั้น” เป็น “ความจริง” ที่โดยทางพระองค์เราได้รู้เกี่ยวกับพระเจ้า และในพระองค์เป็น “ชีวิต” ที่ตอนนี้เรามีชีวิตนิรันดร์ ถ้อยคำที่ตามหลังสามชื่อเรียกนี้คือ “ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​จะ​มา​ทาง​เรา” (14:6b) ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะชื่อเรียกแรกเท่านั้น แต่กล่าวถึงทั้งหมด พระคริสต์ทรงเป็น “ทางนั้น” ที่ไปถึงพระบิดาเพราะพระองค์ทรงเป็น “ความจริง” และ “ชีวิต” ด้วย ...เพราะจะมีใครอื่นอีกที่จะพูดได้ว่าเขาเป็นทางไปถึงพระบิดา เป็นผู้ที่สำแดงพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นผู้ให้ความบริบูรณ์ของชีวิต? (ชื่อเรียกต่างๆของพระเยซู,[13] เริ่มหน้า 145)

 

ไม่​มี​ใคร​รู้​จัก​พระ​บุตร​​นอก​จาก​พระ​บิดา และ​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​​พระ​บิดา​นอก​จาก​พระ​บุตร

“​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระ​บุตร​นอก​จาก​พระ​บิดา และ​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระ​บิดา​นอก​จาก​พระ​บุตร และ​คน​ที่​พระ​บุตร​ประ​สงค์​จะ​สำ​แดง​ให้​รู้” (มัทธิว 11:27 เปรียบเทียบลูกา 10:22)

 

      เมื่อเราพิจารณาถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ใกล้ชิดสนิทสนมของพระบิดากับพระบุตร เราอดไม่ได้ที่จะตรึกตรองสถานการณ์ของเราเอง และยอมรับว่าความบาปได้แยกคนบาปออกจากพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่กล่าวว่า “แต่ความชั่วช้าของเจ้าต่างหากที่ได้แยกเจ้าออกจากพระเจ้าของเจ้า บาปของเจ้าทำให้พระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์จากเจ้า พระองค์จึงไม่สดับฟัง” (อิสยาห์ 59:2 ฉบับ NIV) แต่พระเยซูผู้ทรงปราศจากบาปและเชื่อฟังพระบิดาอย่างสมบูรณ์ สามารถมีสามัคคีธรรมกับพระบิดาได้โดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอย่างที่ไม่มีใครสามารถทำได้ พระเยซูทรงเป็นบุคคลเดียวในมนุษยชาติที่ปราศจากบาปอย่างสมบูรณ์และกระทำสิ่งที่พอพระทัยพระเจ้า (ยอห์น 8:29)[14] จึงทรงมีความสัมพันธ์สนิทที่พิเศษนี้กับพระยาห์เวห์

      คำสอนอันน่าอัศจรรย์เรื่องความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าพระบิดากับพระเยซูคริสต์ผู้เป็นมนุษย์นี้ ได้สูญหายไปจากผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ ที่คิดว่าความสนิทสนมดังกล่าวเป็นไปได้เฉพาะระหว่าง   พระเจ้าสององค์เท่านั้น และเป็นไปไม่ได้ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ในความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้น ความสนิทสนมระหว่างพระเจ้าพระบิดากับพระเจ้าพระบุตรถูกมองว่าเป็นของตาย เพราะเป็นความสนิทสนมภายในของพระเจ้าตรีเอกภาพ ความจริงอันน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้ากับมนุษย์สามารถมีความ สัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเหมือนที่มีระหว่างพระเจ้ากับพระคริสต์นั้นได้ถูกบรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพปฏิเสธ ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในฝ่ายวิญญาณ ความน่าชื่นใจของความสัมพันธ์สนิทระหว่างพระยาห์เวห์กับพระเยซูคริสต์ผู้เป็นมนุษย์นั้นควรสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เชื่อทุกคนเดินใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น แต่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพก็ปล้นชิงแรงบันดาลใจนั้นไปจากผู้เชื่อด้วยการขจัดความจริงอันน่าอัศจรรย์ที่เราสามารถเข้าไปถึงความสัมพันธ์สนิทแบบเดียวกันนี้กับพระบิดาได้ ถ้าเราเดินรอยตามพระเยซู

      ความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้ากับพระเยซู และระหว่างพระเยซูกับบรรดาสาวกของพระองค์แสดงให้เห็นในคำกรีกว่า kolpos ดังต่อไปนี้

 

ยอห์น 1:18 ไม่​มี​ใคร​เคย​เห็น​พระ​เจ้า​เลย ​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ผู้​สถิต​ใน​พระ​ทรวง​ (kolpos) ของ​พระ​บิดา พระองค์ได้ทรง​สำ​แดง​พระ​เจ้า​แล้ว (ฉบับ RSV)

ยอห์น 13:23 สา​วกคนหนึ่งของพระเยซูที่พระองค์​​ทรง​รัก​ กำลังเอน​กาย​อยู่ใกล้​พระ​ทรวง (kolpos) ของพระ​เยซู (ฉบับ RSV)

 

      พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับ BDAG กล่าวถึง kolpos ว่า “นอกจากความคิดเรื่องการรับประทานอาหารด้วยกันบนตั่งเดียวกันแล้ว [ยอห์น 13:23] ‘การอยู่ในอ้อมอกของใครบางคน’ นั้นแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุด” (อักษรตัวเอนเป็นของผม)

 

การสื่อสารภายในระหว่างพระบิดากับพระบุตร

      การเห็นคุณค่าที่พระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเพียงผู้เดียวนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจการสื่อสารภายในของพระองค์กับพระยาห์เวห์พระบิดาของพระองค์ เราจะต้องประหลาดใจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้มีการสื่อสารภายในแบบเดียวกันนี้ระหว่างพระเจ้ากับเรา ซึ่งเป็นไปได้โดยการทำงานของพระเยซูคริสต์ การมองไม่เห็นสิ่งนี้ เราก็จะถูกชิงเอาความบริบูรณ์ของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์เสด็จมาทำงานนี้ให้สำเร็จเพื่อเรา อะไรคือจุดประสงค์ในการตายของพระเมษโปดกของพระเจ้าหรือ ถ้าไม่ใช่เพื่อเปิดทางใหม่และทางดำเนินชีวิตใหม่ที่จะนำไปถึงพระยาห์เวห์พระบิดาของเรา?

      แต่ปัญหาของนักวิชาการพระคัมภีร์ก็คือว่า การสื่อสารภายในระหว่างพระยาห์เวห์และพระเยซูคริสต์และผู้เชื่อนั้น ไม่เป็นไปตามรูปแบบของการวิเคราะห์ที่ “ศาสนศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์”[15] ต้องการ ถ้าใครพยายามที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารภายในนี้โดยค้นดูคู่มืออธิบายพระคัมภีร์ฉบับต่างๆ ในไม่ช้าเขาหรือเธอจะผิดหวัง นั่นเป็นเพราะผู้อธิบายพระคัมภีร์ที่ไม่ได้สื่อสารกับพระเจ้าในชีวิตประจำวัน จะไม่สามารถให้ความกระจ่างในเรื่องที่สำคัญนี้ได้มากนัก การสื่อสารภายในกับพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับชีวิต ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ต้องดำเนินตามนั้น ไม่ใช่แต่พูดถึงหรือทำการวิเคราะห์ ผู้ที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบนี้จะไม่รู้เรื่องนี้มากนัก ยกเว้นจากคำบอกเล่าหรือการวิเคราะห์ทางปัญญา การมีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงสุดนั้นไม่ได้ทำให้คนหนึ่งคนใดมีคุณสมบัติที่จะพูดเรื่องการสื่อสารภายในกับ “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” (ฮีบรู 9:14)[16]

      ในสถาบันศาสนศาสตร์ปัจจุบันนี้ มีนักวิชาการหลายคนที่สอนวิชา “การรู้จักพระเจ้า” ซึ่งในแง่ของประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะสอน คนนั้นจะสามารถสอนเรื่องพลังขับเคลื่อนชีวิตในฝ่ายวิญญาณของพระเยซูได้อย่างไร หากชีวิตของเขาเองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยพลังขับเคลื่อนในแบบเดียวกัน? สิ่งเดียวที่บรรดานักวิชาการสามารถพูดถึงได้ก็คือประเด็นผิวเผินของพระกิตติคุณ เช่น วันเวลาที่เขียน ผู้เขียน ประเภท ฯลฯ

      โดยทั่วไปแล้ว วิทยาลัยศาสนศาสตร์ต่างๆจะไม่ถามเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้าหน้าที่ด้านวิชาการของพวกเขา ฉะนั้นจึงยิ่งไม่ต้องถามว่าพวกเขาได้สื่อสารกับพระเจ้าหรือไม่ ข้อสำคัญที่สุดในการจ้างงานก็คือ ใบรับรองการศึกษาและมุมมองหลักคำสอนของพวกเขา นี่ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปว่า พระเยซูหรือบรรดาอัครทูตก็ไม่มีใบรับรองการศึกษาแต่อย่างใด สิ่งที่พระเจ้ามองหาในคนๆหนึ่งนั้นไม่ใช่คุณสมบัติทางการศึกษาของเขา แต่อยู่ที่ว่าเขารู้จักพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่หรือไม่

      ปัญหาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเรามาดูหัวข้อของหนังสือเล่มนี้ที่ว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเพียงผู้เดียว ใครก็ตามที่ไม่ดำเนินชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจะไม่สามารถเข้าใจหัวข้อนี้ เพราะเขาจะไม่สามารถเข้าใจการที่พระเยซูทรงยึดมั่นการสื่อสารภายในกับพระบิดาอย่างต่อเนื่องดังที่กล่าวไว้ใน “พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​บิดา​สถิต​ใน​ข้า​พระ​องค์​และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​องค์​และ​ใน​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” (ยอห์น 17:21)

      การอยู่ในกันและกัน ไม่ว่าจะระหว่างพระเจ้ากับพระเยซู หรือระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์นั้น ในที่สุดแล้วก็จะเป็นระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ไม่ใช่ระหว่างพระเจ้ากับพระเจ้า นั่นก็คือไม่ใช่ระหว่าง “พระเจ้าพระบิดา” กับ “พระเจ้าพระบุตร” เหมือนในความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ไม่มีที่ไหนเลยในพระคัมภีร์ที่พูดถึงการอยู่ในกันและกันของพระเจ้าในพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นวิหารของพระเจ้าอย่างไร (ยอห์น 2:19) ผู้เชื่อก็เป็นวิหารของพระเจ้าอย่างนั้นด้วย (1 โครินธ์ 3:16)

      ความล้มเหลวที่จะเห็นว่าการสื่อสารภายในกับพระบิดานั้นเป็นไปได้ไม่เฉพาะแต่กับพระเยซูเท่านั้น แต่กับเราด้วย เป็นความล้มเหลวที่จะเห็นว่าคำกล่าวมากมายที่เกี่ยวกับพระเยซูในพระคัมภีร์นั้นมีคำกล่าวเกี่ยวกับผู้เชื่อที่คล้ายคลึงกัน เช่น “เพราะว่า​พระ​องค์​ทรง​เป็น​เช่น​ไร เรา​​ใน​โลก​นี้ก็​เป็น​เช่น​นั้น” (1 ยอห์น 4:17; ฉบับ NIV 2011 แปลว่า “เพราะในโลกนี้เราเป็นเหมือนพระเยซู”)[17] พระเยซูตรัสซ้ำๆว่าพระบิดาของพระองค์อยู่ในพระองค์ ดังจะเห็นในข้อต่อไปนี้จากพระกิตติคุณยอห์น (ทั้งสองข้อมาจากฉบับ ESV)

 

ยอห์น 14:20 “ใน​วัน​นั้น​ ท่าน​จะ​รู้​ว่า​เรา​อยู่​ใน​พระ​บิดา และ​​ท่าน​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​อยู่​ใน​ท่าน” (ในยอห์น 10:38, 14:10-11 ด้วย)[18]

ยอห์น 17:21 เพื่อ​พวก​เขา​จะ​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน เหมือนที่​พระ​องค์​ผู้​เป็น​พระ​บิดา​สถิต​ใน​ข้า​พระ​องค์​และ​ข้า​พระ​องค์​ใน​พระ​องค์ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​​อยู่​ในเราด้วย เพื่อ​โลก​จะ​​เชื่อ​ว่า​พระ​องค์ได้​ทรง​ส่ง​ข้า​พระ​องค์​มา

 

      ในยอห์น 17:21 ข้อหลังนี้เผยให้เห็นหลักการเพิ่มเติมคือ เราอยู่ในพระเจ้าและในพระคริสต์ ในทางกลับกันนั้น พระเจ้าทรงอยู่ในเราเพราะว่าร่างกายของผู้เชื่อคือวิหารของพระเจ้า

 

1 โครินธ์ 3:16-17 ท่าน​ไม่​รู้​​หรือ​ว่า​ท่าน​เป็น​วิ​หาร​ของ​พระ​เจ้า และ​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า​สถิต​อยู่​ใน​​ท่าน? ถ้า​ผู้ใดทำ​ลาย​วิหาร​ของ​พระ​เจ้า พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ทำ​ลาย​ผู้​นั้น เพราะ​​วิหาร​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​ที่​บริ​สุทธิ์ และ​​ท่าน​เป็น​วิหาร​นั้น (ฉบับ ESV)

1 โครินธ์ 6:19 ท่าน​​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​ร่างกายของ​ท่าน​เป็น​วิ​หาร​ของ​​พระ​วิญ​ญาณบริสุทธิ์ผู้สถิต​​ใน​​ท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า? (ฉบับ ESV)

 

      พระเยซูยังตรัสถึงพระกายของพระองค์ว่าเป็นวิหารของพระเจ้าด้วย

 

ยอห์น2:19-22  19พระเยซูจึงตรัสตอบพวกเขาว่า “ทำลายวิหารนี้เสีย แล้วเราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน” 20พวกยิวจึงทูลว่า “วิหารนี้ต้องใช้เวลาสร้างถึงสี่สิบหกปี และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ?” 21แต่พระองค์กำลังตรัสถึงวิหารที่เป็นพระกายของพระองค์  22ฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกยกขึ้นจากความตายแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสดังนี้...(ฉบับ ESV)  

 

      ตรงนี้พระเยซูตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (“ทำลายวิหารนี้” ข้อ 19) และการฟื้นคืนพระชนม์ (“ถูกยกขึ้นจากความตาย” ข้อ 22) ที่กำลังจะมาถึง แต่เรายังเห็นบางอย่างผิดปกติในคำพูดว่า “เราจะยกขึ้นในสามวัน” เพราะดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับคำสอนที่เสมอต้นเสมอปลายของพระคัมภีร์ใหม่ว่า พระเจ้าพระบิดาเป็นผู้ทรงยกพระเยซูขึ้นจากความตาย อันที่จริง นอกจากยอห์น 2:19 แล้ว ทุกข้ออ้างอิงถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่จะพูดถึงพระเจ้าพระบิดาว่าเป็นผู้ที่ยกพระเยซูขึ้นจากความตายโดยไม่มีข้อยกเว้น[19] แต่ในยอห์น 2:19 นี้พระเยซูตรัสว่า “เราจะยกขึ้น” ครั้งนี้ไม่ใช่พระบิดาเป็นผู้ทรงยกพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แต่เป็นพระเยซูผู้ทรงยกพระองค์เองขึ้นมา

      เราจะทำอย่างไรกับข้อยกเว้นเดียวนี้เมื่อเปรียบกับคำสอนของพระคัมภีร์ใหม่ซึ่งสอนอย่างเสมอต้นเสมอปลายว่าพระบิดาเป็นผู้ทรงให้พระเยซูทรงเป็นขึ้นมา? เราจะกลบเกลื่อนปัญหาโดยปล่อยมันไปอย่างนั้นหรือ? กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้มีอยู่ในคำประกาศซ้ำๆของพระเยซูในพระกิตติคุณเดียวกันนี้ (ยอห์น) ว่าพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่ง ตรัสทุกสิ่ง และสอนทุกสิ่งตามที่พระบิดาทรงบัญชา เมื่อเราตระหนักว่าพระเยซูตรัสแต่สิ่งที่พระบิดาทรงบัญชาให้พระองค์ตรัสเท่านั้น เราจะเห็นว่าจะต้องเป็นพระบิดาเองที่ตรัสผ่านพระเยซูในยอห์น 2:19 (“เราจะยกขึ้น”) ข้อสรุปนี้ได้แรงสนับสนุนด้วยถ้อยคำที่ปรากฏในสามข้อต่อมาว่า “ฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกยกขึ้นจากความตายแล้ว” คำว่า “พระองค์ทรงถูกยกขึ้น” (หรือ “ถูกทำให้เป็นขึ้นมา”) แปลมาจากคำกรีกว่า ēgerthē ซึ่งเป็นกาลกริยาในไวยากรณ์บอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยผู้อื่นเป็นผู้กระทำให้[20]ของ egeirō เป็นการยืนยันว่าพระเยซูไม่ได้ยกพระองค์เองขึ้นมา (หรือทำให้พระองค์เองเป็นขึ้นมา)

 

พระเจ้าทรงทำงานและตรัสผ่านพระเยซู

      ก่อนที่เราจะสามารถเข้าใจพระเยซูคริสต์องค์ผู้เป็นเจ้าของเรา เราต้องเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเหมือนกับเราที่เป็นคนของโลกนี้ ความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้ทำให้เราเริ่มต้นผิดโดยอธิบายว่า พระเยซูเป็น “พระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์” หรือ “พระเจ้าที่จุติลงมาเกิด” ทำให้พระองค์เป็นผู้ที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ อย่าว่าแต่เข้าใจเลย ความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้ตั้งพระเยซูให้อยู่ต่างระดับจากพวกเราตั้งแต่เมื่อพระองค์ทรงบังเกิดแล้ว เพื่อที่พระองค์จะถูกยกย่องว่าเป็นเป้าหมายของการนมัสการและไม่ใช่มนุษย์อย่างเรา ซึ่งทำให้ความจริงเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพระองค์มีปัญหา ดังนั้นเราจึงอ่านสิ่งที่เกี่ยวกับพระเยซูในพระกิตติคุณเล่มต่างๆด้วยแว่นตาที่เคลือบสี และมองเห็นสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงกระทำว่าเป็นการกระทำของพระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์อย่างเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถจะเชื่อมโยงกับเรื่องที่พระกิตติคุณกล่าวเกี่ยวกับพระเยซูในความหมายที่สำคัญของการเลียนแบบชีวิตของพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถูกเรียกให้ทำ

      มีสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำไว้ก็คือ การงานต่างๆที่พระเยซูทรงกระทำนั้น พระบิดาเป็นผู้ทรงกระทำผ่านทางพระองค์ และถ้อยคำที่พระเยซูตรัสก็เป็นถ้อยคำของพระบิดา ผู้ทรงใช้พระองค์มาและสถิตอยู่ในพระองค์ ข้อต่อไปนี้มาจากพระกิตติคุณยอห์น (ฉบับ ESV ยกเว้นระบุไว้อย่างอื่น)

 

ยอห์น 14:10 ถ้อยคำที่​เรา​กล่าว​กับ​พวก​ท่าน​นั้น เรา​ไม่​ได้​กล่าวด้วยสิทธิอำนาจของเราเอง แต่​พระ​บิดา​ผู้​สถิต​อยู่​ใน​เรา​ทรงกระ​ทำ​พระ​ราช​กิจ​ของ​พระ​องค์

ยอห์น 3:34 เพราะ​พระ​องค์​ผู้​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ส่ง​มา​นั้น​​กล่าว​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า

ยอห์น 7:16 “คำ​สอน​ของ​เรา​ไม่​ใช่​ของ​เรา​เอง แต่​เป็น​ของ​ผู้​ที่ทรง​ส่ง​เรา​มา”

ยอห์น 8:28 “​เรา​ไม่​ได้​ทำ​อะไร​ด้วยสิทธิอำนาจของเราเอง แต่กล่าวตามที่พระบิดาทรงสอนเรา”

ยอห์น 5:19 “พระ​บุตร​ไม่อาจ​ทำ​สิ่ง​ใดโดยพระองค์เอง​​ พระองค์สามารถทำได้แต่สิ่งที่ทรงเห็นพระบิดาทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทำ พระบุตรก็ทำสิ่งนั้นด้วย” (ฉบับ NIV)

ยอห์น 12:49-50 “เพราะ​เรา​ไม่​ได้​กล่าว​ตาม​ใจ​เรา​เอง แต่​พระ​บิดา​ผู้​ทรงส่ง​เรา​มา​เป็น​ผู้​ตรัสสั่ง​เรา​ว่า​จะ​กล่าว​อะไร​หรือ​จะกล่าว​อย่างไร เรา​รู้​ว่า​คำตรัสสั่ง​ของ​พระ​องค์​นั้น​นำไปสู่​ชีวิต​นิรันดร์ ​ฉะนั้น​สิ่ง​ที่​เรา​กล่าว​นั้น เรา​​กล่าว​ตาม​ที่​พระ​บิดา​ทรง​บอก​เรา” (ฉบับ NIV 1984)

 

      ในข้อสุดท้ายนี้ พระเยซูตรัสว่าพระบิดา “เป็นผู้ตรัสสั่งเราว่าจะกล่าวอะไรหรือกล่าวอย่างไร”[21] พระเยซูทรงยอมอยู่ใต้บัญชาของพระบิดาอย่างสมบูรณ์ พระองค์ตรัสตามที่พระบิดาของพระองค์ต้องการให้พระองค์ตรัสทุกประการ แม้กระทั่งด้วยน้ำเสียงและอากัปกิริยาที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายไว้

      ในพระกิตติคุณยอห์น พระเยซูจะตรัสซ้ำๆว่าพระบิดาของพระองค์ทรงทำงานและตรัสผ่านพระองค์ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำและตรัส สิ่งนี้เชื่อมโยงกับความจริงที่ว่าพระบิดาได้ประทานงานของพระองค์ให้พระเยซูทำให้สำเร็จและครบถ้วนสมบูรณ์

เพราะ​​งาน​ที่​พระ​บิดา​ได้ทรง​มอบ​ให้​เรา​ทำ​ให้​สำ​เร็จ (teleioō สำเร็จ ครบถ้วนสมบูรณ์) ​​เป็น​งาน​ที่​เรา​กำ​ลัง​ทำ​อยู่​นั้น เป็น​พยานเกี่ยว​กับ​เรา​ว่า​พระ​บิดา​ได้ทรงส่ง​เรา​มา (ยอห์น 5:36 ฉบับ ESV)

      การที่พระเยซูทรงทำงานที่พระบิดาทรงส่งพระองค์มาจนเสร็จสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความรอดของมวลมนุษย์ เพราะงานเหล่านี้รวมถึงคำสอนของพระเจ้าซึ่งเป็นถ้อยคำที่ให้ชีวิต และการที่พระเยซูทรงสละพระองค์เองเป็นเครื่องถวายบูชาบนกางเขนเพื่อเป็น “ค่าไถ่คนเป็นจำนวนมาก” (มัทธิว 20:28; มาระโก 10:45)

      แต่เราจะกระทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเยซูอีก! “ใครก็ตามที่วางใจในเรา เขาจะทำงานที่เราทำนั้นด้วย และจะทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเสียอีก เพราะว่าเรากำลังจะไปหาพระบิดาของเรา” (ยอห์น 14:12 ฉบับ ESV) เรื่องนี้สร้างปัญหายุ่งยากให้กับความเชื่อในตรีเอกานุภาพ เนื่องจากบรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพถกเถียงเรื่องความเป็นพระเจ้าของพระเยซูจากเรื่องงานที่พระองค์ทรงทำ แล้วเราจะว่าอย่างไรกับผู้ทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นด้วยฤทธิ์อำนาจเดียวกันของพระเจ้าที่ทำงานผ่านพระเยซูและมีให้ทุกคนที่เชื่อในพระองค์? ความเชื่อในตรีเอกานุภาพเชื่อว่าการอัศจรรย์ต่างๆของพระเยซู เช่น การรักษาคนเจ็บป่วยให้หายและชุบคนตายให้ฟื้นเกิดจากความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมพระเยซูจึงบอกพวกที่ติดตามพระองค์ ซึ่งไม่มีใครเลยเป็นพระเจ้า ว่าพวกเขาจะทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์อีก หรือทำซ้ำในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ แต่ด้วยฤทธิ์อำนาจที่มากกว่าอีก?

      พระเยซูทรงกระทำทุกสิ่งในทุกช่วงเวลาโดยการสถิตอยู่ของพระเจ้า และนี่ควรเป็นหลักการชีวิตสำหรับเหล่าสาวกของพระองค์ เหตุผลที่แฝงความเกี่ยวข้องกันนี้ไม่ซับซ้อน แต่ก็มีผลตามมาที่สำคัญในฝ่ายวิญญาณ เพราะถ้าพระบิดาทรงกระทำสิ่งทั้งหมดนี้ผ่านพระเยซู แล้วพระองค์จะไม่ทรงทำอย่างเดียวกันนี้ผ่านผู้ที่ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูให้ติดตามพระองค์หรอกหรือ? แนวเหตุผลในฝ่ายวิญญาณนี้จะหมดความหมาย หากพระเยซูทรงแตกต่างจากเหล่าสาวกของพระองค์อย่างสิ้นเชิงเหมือนในหลักความเชื่อของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อในตรีเอกานุภาพจึงทำลายหลักการสำคัญที่พระเยซูทรงสอนในพระกิตติคุณยอห์น โดยปิดบังความจริงที่ว่าผู้เชื่อจะทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู (ด้วยข้อยกเว้นสำคัญของการลบมลทินบาป) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่มีให้กับผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู

      เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ใหม่โดยไม่มีแนวคิดที่บิดเบือนของความเชื่อในตรีเอกานุภาพในยุคต่อมา เราก็จะมองว่าพระเยซูเป็นผู้ที่เราสามารถจะเลียนแบบและเป็นเหมือนได้ และเป็นผู้ที่เราสามารถเรียนรู้จากพระองค์ที่จะให้พระยาห์เวห์สถิตอยู่ในเราเหมือนที่พระองค์สถิตอยู่ในพระเยซู เมื่อพระยาห์เวห์สถิตอยู่ในเราแต่ละวัน เราจะรู้ความจริงที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจของพระยาห์เวห์ที่ทำงานอยู่ในผู้เชื่อ ไม่ว่าจะในการเทศนาหรือการสอนของเรา หรือในการรักษาโรคและขับผีออก

 

พระเยซูและผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม

      พระเยซูทรงอธิบายถึงพระองค์เองว่า “เรา (มนุษย์)[22] ผู้บอกความจริงซึ่งเราได้ยินจากพระเจ้าแก่ท่าน” (ยอห์น 8:40)[23] จงสังเกตความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง “มนุษย์” กับ “พระเจ้า” และการที่พระเยซูทรงให้ตัวพระองค์เองอยู่ในฝั่งของมนุษย์อย่างเต็มที่ ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ผู้ที่ได้รับความจริงจากพระเจ้านั้น ขัดแย้งกับความเข้าใจของความเชื่อในตรีเอกานุภาพเกี่ยวกับพระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์ คำกล่าวว่า “เราได้ยินจากพระเจ้า” สะท้อนถึงสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะทุกคนในอิสราเอลช่ำชองในการประกาศว่า “องค์ผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้” (คำตรงตัวคือ “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้”

      บรรดาผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมไม่ได้พูดตามความคิดของพวกเขาเอง แต่จะพูดสิ่งที่พระยาห์เวห์ตรัสสั่งให้พวกเขาพูด ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะขึ้นต้นคำประกาศของพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้” (หรือในพระคัมภีร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้”) ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่พระเยซูตรัสก็ไม่ใช่ถ้อยคำของพระองค์เองแต่เป็นถ้อยคำของพระบิดาของพระองค์ (ยอห์น 12:49)[24] พระเยซูไม่ได้ใช้คำขึ้นต้นว่า “พระเจ้าตรัสว่า” เพราะพระยาห์เวห์ที่สถิตอยู่ในพระเยซูจะตรัสผ่านพระเยซูไม่ว่าจะโดยตรง (เช่น “ทำลายวิหารนี้เสีย แล้วเราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน” ยอห์น 2:19) หรือโดยอ้อม (เช่น ที่พระเยซูตรัสถึงพระบิดาในรูปบุคคลที่สาม)

      ผู้เผยพระวจนะเท็จในพระคัมภีร์เดิมก็ยังขึ้นต้นคำประกาศของพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้” ดังนั้นเราจะระบุได้อย่างไร? พระเยซูตรัสว่า “​จง​ระวัง​ผู้​เผยพระวจนะ​เท็จ​... ท่าน​จะ​รู้จักพวก​เขา​โดย​ผล​ของ​พวกเขา” (มัทธิว 7:15-16) เราจะมองเห็นความเทียมเท็จของพวกเขา ถ้าชีวิตของพวกเขาขาดความบริสุทธิ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสมบูรณ์แบบ

      ในสมัยของพระเยซู เป็นที่ยอมรับกันว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะของอิสราเอลและบางคนก็เปรียบเทียบพระองค์กับเอลียาห์ (มัทธิว 16:14)[25] ผู้เผยพระวจนะไม่เพียงแค่บอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นอาจารย์ของประเทศด้วย พระเยซูเองก็ถูกเรียกว่า “อาจารย์” (ในมัทธิวฉบับเดียว 8:19, 12:38, 19:16; 22:16,24,36) และศัตรูของพระองค์ก็ยังชื่นชมในพระปัญญาของพระองค์ (พวกเขาประหลาดใจกับคำตอบของพระองค์ ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการเสียส่วยให้   ซีซาร์ในมัทธิว 22:17-22) แต่พระเยซูทรงแตกต่างจากผู้เผยพระวจนะสมัยดั้งเดิมตรงที่พระเยซูไม่เพียงแต่พูดความจริงเท่านั้น ชีวิตของพระองค์ยังแสดงให้เห็นความจริงอย่างสมบูรณ์ พระองค์ไม่เพียงแต่ตรัสว่า “เราดำเนินชีวิตตามความจริง” แต่ตรัสว่า “เราเป็นความจริง” นั่นคือความสวยงามและแรงอิทธิพลของพระเยซูผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเพียงผู้เดียว

 

พระเยซูคริสต์ผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา

      สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในคำศัพท์ของยอห์นก็คือ การสอนที่เน้นย้ำในแง่ของจำนวนครั้งที่มากกว่าและในแง่ของคำกล่าวที่หนักแน่นจากพระเยซูว่าพระเจ้าทรงส่งพระเยซูมา ตัวอย่างเช่น pempō (πέμπω, ส่ง) มีปรากฏ 79 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ โดยปรากฏ 32 ครั้งในพระกิตติคุณยอห์น และ 5 ครั้งในวิวรณ์ เล่มอื่นๆในพระคัมภีร์ใหม่ไม่มีเล่มไหนที่มีคำนี้ปรากฏใกล้เคียงกับยอห์นในแง่ของความบ่อยครั้ง ในพระกิตติคุณสามเล่มแรก คือมัทธิว มาระโก และลูกามีปรากฏรวมกันเพียง 15 ครั้ง ส่วนในกิจการมีปรากฏ 11 ครั้งเป็นที่สองรองจากยอห์นที่จำนวนห่างกัน

      การศึกษาว่ามีการใช้คำ pempō อย่างไรในพระกิตติคุณยอห์นจะทำให้พบว่าคำนี้มักใช้ในคำกล่าวว่า “ผู้ทรงส่งเรามา” หรือคำกล่าวที่เหมือนกัน เช่น “พระบิดาผู้ทรงส่งเรามา”[26] หรือ “พระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” จากการปรากฏ 32 ครั้งของ pempō ในยอห์นนั้น น่าแปลกใจที่จำนวนส่วนใหญ่ 26 ครั้งจะพบในถ้อยคำดังกล่าว[27] นี่ทำให้ “พระบิดาผู้ทรงส่งเรามา” เป็นชื่อเรียกของพระเจ้าในพระกิตติคุณยอห์น

      อีกคำหนึ่งคือ apostellō (ἀποστέλλω, ส่ง) มีปรากฏ 132 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ที่กระจายอยู่ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มและกิจการ คือปรากฏในมัทธิว 22 ครั้ง ในมาระโก 20 ครั้ง ในลูกา 26 ครั้ง ในยอห์น 28 ครั้ง ในกิจการ 24 ครั้ง และในส่วนที่เหลือของพระคัมภีร์ใหม่ 12 ครั้ง

      จากจำนวนปรากฏ 28 ครั้งในพระกิตติคุณยอห์น มี 17 ครั้งกล่าวถึงพระเจ้าพระบิดาว่าเป็นผู้ที่ส่งพระเยซูเข้ามาในโลก[28] เมื่อรวม apostellō 17 ครั้ง และ pempō 26 ครั้งซึ่งมีความหมายนี้ เราจะได้จำนวนคำกล่าวทั้งหมด 43 ครั้งเฉพาะในยอห์นเพียงเล่มเดียวเกี่ยวกับพระเยซูผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา! นี่ทำให้โดยเฉลี่ยแล้วจะมีคำกล่าวเช่นนี้สองครั้งในหนึ่งบท นอกจากนี้ยังมี apostellō ปรากฏสามครั้งใน 1 ยอห์น (4:9,10,14) ซึ่งกล่าวถึงการที่พระบิดาทรงส่งพระบุตรมา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฮีบรู 3:1 กล่าวถึงพระเยซูว่าเป็น “อัครทูต (apostolos, ผู้ที่ถูกส่งไป) และมหาปุโรหิตที่เราประกาศว่าเชื่อ”[29]

      ภารกิจหลักของผู้ที่ถูกส่งไปก็คือ ทำตามความประสงค์ของผู้ที่ส่งเขาไป ในกรณีของพระเยซูก็มีกล่าวไว้ในยอห์น 4:34 ว่า “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่คาดหมายว่า thelēma (θέλημα, ความประสงค์) เป็นคำที่สำคัญในยอห์น การตรวจสอบคร่าวๆ ก็ยืนยันว่า thelēma เมื่อกล่าวถึงพระประสงค์ของพระเจ้านั้น จะมีปรากฏในมัทธิว 5 ครั้ง ในมาระโกครั้งเดียว และในลูกาครั้งเดียว คำนี้มีปรากฏ 8 ครั้งในพระกิตติคุณยอห์นซึ่งสั้นกว่ามัทธิว 20%

      ในฐานะที่พระบิดาเป็นผู้ทรงส่งมา พระเยซูจึงเสด็จมาในพระนามของพระบิดาของพระองค์ (ยอห์น 5:43; 10:25)[30] ทรงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระบิดาของพระองค์ และทำทุกสิ่งในนามของพระเจ้าในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการในพระนามของพระองค์ มีแต่เฉพาะผู้ที่ถูกส่งไปโดยอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่จะสามารถกระทำการในชื่อของบุคคลนั้นได้ เราจะให้บัพติศมาคนหนึ่งคนใดได้โดยชอบตามมัทธิว 28:19 ก็เมื่อตัวเราเองถูกส่งจากพระเจ้าในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์

 

พระเยซูตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ทำให้ทุกพันธกิจที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งนั้นมีความซ้ำซ้อน รวมถึงการเป็นพระเมสสิยาห์ด้วย

      ในพระกิตติคุณยอห์นนั้น การทำหน้าที่ของพระเยซูจะคล้ายกับการทำหน้าที่ของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม พวกยิวที่ได้พูดคุยกับพระเยซูก็เห็นได้ทันทีถึงความคล้ายคลึงกันอย่างเด่นชัด ระหว่างพระองค์กับพวกผู้เผยพระวจนะสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอลียาห์ซึ่งถูกกล่าวถึงหลายครั้งในพระกิตติคุณ (มัทธิว 9 ครั้ง, มาระโก 9 ครั้ง, ลูกา 8 ครั้ง, ยอห์น 2 ครั้ง)

      ไม่มีสิ่งใดที่พระเยซูได้ทรงกระทำในพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ที่ไม่เหมือนกับพวกผู้เผยพระวจนะ โดยมีข้อยกเว้นสำคัญคือการลบมลทินบาป ความแตกต่างหลักๆระหว่างพระเยซูกับพวกผู้เผยพระวจนะอยู่ที่ระดับความสัมพันธ์สนิทที่ไม่มีใครเทียบได้ของพระเยซูกับพระบิดา (พระยาห์เวห์) ซึ่งเป็นไปได้โดยที่พระองค์ทรงปราศจากบาปตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ แม้แต่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระคัมภีร์เดิมก็ต้องสารภาพความบาปของเขาว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด” (อิสยาห์ 6:5) แทบไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำบาปในลักษณะนี้ (“ผู้ที่​ไม่​เคย​ทำ​ผิด​ทาง​วาจา ​ก็​เป็น​คน​ดีเพียบ​พร้อม” ยากอบ 3:2) นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสื่อสารกับอิสยาห์ ไม่เช่นนั้นเมื่อไม่มีใครที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ในโลกนี้ ก็จะไม่มีใครที่พระเจ้าจะทรงสื่อสารด้วยได้! อันที่จริง นิมิตเกี่ยวกับพระเจ้าที่เต็มด้วยพระสิริ[31]ที่อิสยาห์ได้รับนั้นน่าจะงดงามที่สุดในพระคัมภีร์เดิม

      “พระ​บุตร​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้​ นอก​จาก​ที่​ได้​เห็น​พระ​บิดา​ทำ” (ยอห์น 5:19) คำว่า “ได้เห็นพระบิดา” บ่งบอกว่านิมิตทั้งหลายของพระเจ้าเป็นประสบการณ์ปกติสำหรับพระเยซู พระเยซู “สถิตอยู่ในพระทรวงของพระบิดา” (ยอห์น 1:18) ทรงมีชีวิตที่ใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดกับพระเจ้า ในคำกล่าวที่รู้จักกันดีว่า “เป็นคำกล่าวที่ไม่ทันตั้งตัวจากยอห์น” ที่พระเยซูตรัสว่า “พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​มอบ​สิ่ง​สาร​พัด​ให้​แก่​เรา ​และ​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระ​บุตร​นอก​จาก​พระ​บิดา และ​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระ​บิดา​   นอก​จาก​พระ​บุตร และ​คน​ที่​พระ​บุตร​ประ​สงค์​จะ​สำ​แดง​ให้​รู้” (มัทธิว 11:27 เปรียบเทียบลูกา 10:22) ความสนิทสนมระหว่างพระเยซูกับพระบิดาของพระองค์ลึกซึ้งมาก จนพระเยซูทรงรับมอบทุกสิ่งจากพระบิดา ผู้ซึ่งพระเยซูเรียกว่าเป็น “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์​และ​โลก” (มัทธิว 11:25)[32]

      แต่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพทำให้เรื่องทั้งหมดนี้เกินความจำเป็น เพราะถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าพระบุตร พระองค์ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระเจ้าพระบิดา “โดยอัตโนมัติ” เนื่องจากการมีแก่นแท้ของความเป็นพระเจ้าร่วมกัน ความสวยงามในความสัมพันธ์สนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่แสดงถึงจุดสูงสุดของสิ่งที่เป็นได้สำหรับมนุษย์ด้วยความรักของพระเจ้านั้น ถูกลบล้างออกไปโดยคำสอนเกี่ยวกับพระเยซูของความเชื่อในตรีเอกานุภาพว่าเป็นพระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์ มีอะไรที่น่าประทับใจไหมเกี่ยวกับความสัมพันธ์สนิทระหว่าง “พระเจ้าพระบิดา” กับ “พระเจ้าพระบุตร” สององค์บุคคลที่มีเนื้อแท้เดียวกัน?

      ปัญหามีมากกว่านั้น เพราะหลักคำสอนของความเชื่อในตรีเอกานุภาพทำให้ทุกพันธกิจที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งและหน้าที่ที่มอบให้กับมนุษย์มีความซ้ำซ้อนกัน ดังเช่น หน้าที่ของปุโรหิตหรือกษัตริย์ เนื่องจากจะต้องเป็นพระเจ้า (เหมือนพระเยซู) ที่ทำงานที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้มนุษย์ทำ

      ในความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้น เป็นพระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่กล่าวว่า “พระ​วิญ​ญาณ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​สถิต​กับ​ข้าพ​เจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพ​เจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มา​ยัง​คน​ยาก​จน” (ลูกา 4:18) สิ่งนี้ขัดกับหลักการที่ว่าการประกาศสั่งสอนข่าวประเสริฐเป็นงานที่มอบหมายให้กับนักเทศน์และผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เป็นมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในความเชื่อตรีเอกานุภาพก็คือ พระเจ้าพระบุตรถูกเจิมด้วยกันกับพระเจ้าพระวิญญาณให้เป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ที่ถูกเจิมไว้ซึ่งพระเจ้าพระบิดาทรงส่งเข้ามาในโลก ทำไมพระเจ้าพระบิดาจึงต้องส่งผู้ที่เป็นพระเจ้ามาเป็นพระเมสสิยาห์หรือ? นี่เป็นเพราะว่าไม่ยอมให้เป็นพระเมสสิยาห์ที่เป็นมนุษย์หรือ? ทำไมพระเจ้าที่เป็นพระเจ้าพระบุตรจึงทรงทำงานที่พระเจ้าได้ทรงตั้งให้มนุษย์ทำเล่า? เรื่องทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะเข้าใจได้ ตามคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว พระเจ้าได้เสด็จเข้ามาในโลกมาสถิตอยู่ในพระเยซูผู้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเยซูผู้เป็นพระเจ้า พระเจ้าทรงเลิกใช้มนุษย์ในพันธกิจแห่งความรอดหรือ? พระเจ้าผู้ทรงอมตะจะตายเพื่อความบาปของมนุษย์ได้หรือ? ถ้าไม่มีอะไรอื่นอีกที่มนุษย์   จะสามารถทำได้ อย่างน้อยที่สุดมนุษย์ก็ตายได้! และการตายบนไม้กางเขนเพื่อความผิดบาปของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำจริงๆ

 

พันธกิจหลักในโลกนี้ของพระเยซูในขณะนี้

      หลังจากที่พระเยซูได้ทรงถูกรับขึ้นสู่สวรรค์แล้ว พระองค์ก็ประทับที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระบิดา ในเมื่อขณะนี้พระองค์ประทับอยู่ในสวรรค์ แล้วพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ในขณะนี้คืออะไรหรือ? หนึ่งในพันธกิจหลักของพระองค์ก็คือ การทูลขอเพื่อคนของพระเจ้า

 

โรม 8:34 พระ​เยซู​คริสต์ผู้​สิ้น​พระ​ชนม์ และ​ยิ่ง​กว่า​นั้นอีก พระเจ้าทรงทำให้เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์​สถิต ณ เบื้อง​ขวา​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า และทรงอธิษฐาน​ขอ​เพื่อ​เราด้วย

ฮีบรู 7:25 พระ​องค์​จึงทรง​สา​มารถ​ช่วย​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เข้า​มา​ใกล้​พระ​เจ้าโดย​​ทาง​พระ​องค์นั้นอย่าง​เต็ม​ที่ เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​ทุก​เวลา เพื่อ​ทูล​ขอ​เผื่อคนเหล่านั้น

ฮีบรู 9:24 เพราะว่า​พระ​คริสต์ไม่​ได้​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​สถาน​ศักดิ์​สิทธิ์​ที่​สร้าง​ขึ้น​ด้วย​มือ​มนุษย์ ซึ่งเป็นแบบ จำลองจาก​ของ​จริง แต่​พระ​องค์​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​สวรรค์​นั้น​ เพื่อ​ทรง​ปรา​กฏ​ตัว​ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​เพื่อ​พวก​เรา

1 ยอห์น 2:1 ลูก​ที่รักของ​ข้าพ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​เขียน​ข้อ​ความ​นี้​ถึง​ท่าน​​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ไม่​ทำ​บาป แต่​ถ้า​ใคร​ทำ​บาป เรา​ก็​มี​ผู้​ที่ช่วย​ทูล​ขอ​ต่อพระ​บิดา​ คือ​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​ชอบ​ธรรม​นั้น

 

 

      การทูลขอเพื่อคนของพระเจ้าดูเหมือนจะเป็นพันธกิจหลักของพระคริสต์ หรือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของพระองค์ในขณะนี้ แต่ถ้าพระคริสต์ทรงมีสิทธิอำนาจเหนือคริสตจักรในฐานะที่เป็นศีรษะของพระกาย แล้วทำไมพระองค์จึงต้องทูลวิงวอนต่อพระบิดาแทนคริสตจักรด้วย? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคริสตจักรไม่ใช่คริสตจักรของพระคริสต์ แต่เป็น “คริสตจักรของพระเจ้า” (กิจการ 20:28; 1 โครินธ์ 1:2, 10:32, 11:22, 15:9; 2 โครินธ์ 1:1; กาลาเทีย 1:13; 1 ทิโมธี 3:5,15) พระเจ้าสถิตอยู่ในคริสตจักร ให้อำนาจและนำคริสตจักรโดยพระวิญญาณของพระองค์ เรานึกถึงโมเสสที่ทูลขอเพื่อชนอิสราเอลครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าโมเสสจะได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้เป็นผู้นำของอิสราเอล แต่เป็นพระเจ้าเองผู้สถิตอยู่ท่ามกลางชนอิสราเอลในพลับพลาหรือพระวิหาร และเป็นผู้ทรงนำชนอิสราเอลไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา

      ถ้าพระเยซูจะต้องอุทิศพระองค์เองทั้งหมดให้กับงานการทูลขอเพื่อคริสตจักรละก็ สิ่งนี้จะแสดงให้เห็นถึงความอยู่รอดของคริสตจักรในโลกนี้ที่ล่อแหลมและตกอยู่ในอันตราย ข้อเท็จจริงที่แม้พระเยซูจะทรงทูลขอเพื่อคริสตจักร คริสตจักรก็อาจหลงทางไปสู่ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงได้ด้วยการเลือกของคริสตจักรเองในช่วง 1,800 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาเหตุของความท้อถอย พระยาห์เวห์ทรงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่เราไม่เข้าใจ ถึงกระนั้นตลอดหลายศตวรรษแห่งความมืดมิดนี้ เพราะการทูลขอของพระเยซูจึงทำให้ยังมีคนที่ยึดมั่นหลงเหลืออยู่ เหมือนที่มีคนที่ยึดมั่นหลงเหลืออยู่ในหมู่ชาวยิว (โรม 9 ถึง 11) แม้ว่าการทูลขอของพระเยซูคริสต์เพื่อคนของพระเจ้าไม่ได้เปล่าประโยชน์ แต่ก็มีคริสเตียนจำนวนน้อยที่ตระหนักถึงความเลวร้ายและความรุนแรงของการต่อสู้ในฝ่ายวิญญาณที่ลุกลามในและรอบๆคริสตจักรของพระเจ้า

      เนื่องจากขณะนี้พระเยซูประทับอยู่ในสวรรค์และไม่ได้อยู่ในโลก จึงมีคำถามตามมาว่าใครจะเป็นผู้ชี้นำคริสตจักรในโลกนี้ และด้วยการสถิตอยู่ของใครที่ค้ำจุนผู้ยึดมั่นที่เหลืออยู่ซึ่งถูกเรียกว่า “จำนวนเล็กน้อย” ในมัทธิว 7:14 (เปรียบเทียบลูกา 13:23) และผู้ที่เข้าสู่ชีวิตโดยพระคุณของพระยาห์เวห์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ที่ค้ำจุนคนของพระเจ้าทุกๆวันในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณกับมารร้ายที่เป็นผู้ครองโลก (ยอห์น 12:31, 14:30, 16:11) แต่คริสเตียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ก็ยังใจจดใจจ่อกับชีวิตของตัวเองและการงานของโลก มันน่าเศร้าที่พวกเขาเป็นผู้ที่รักตัวเองมากกว่าเป็นผู้ที่รักพระเจ้า (2 ทิโมธี 3:2-4) ความสำคัญของการทูลขออย่างไม่หยุดหย่อนของพระเยซูเพื่ออวัยวะในพระกายของพระองค์ซึ่งก็คือคริสตจักรนั้น ตรึงใจและความคิดของเราอีกครั้ง

 

อะไรคือพันธกิจของพระเยซูในโลกนี้เมื่อสองพันปีก่อน?

      ถ้าการทูลขอเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของพระเยซูที่ประทับอยู่เบื้องพระหัตถ์ขวาของพระบิดาในยุคปัจจุบัน แล้วอะไรคือพันธกิจในโลกนี้ของพระองค์เมื่อสองพันปีมาแล้ว และมีความหมายอะไรกับเราในปัจจุบัน? จากภาพของพระเยซูที่เห็นในพระกิตติคุณนั้น พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีสองส่วนที่สำคัญ

      ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการสอนพระคำของพระเจ้า คือพระคำของพระยาห์เวห์ โดยการเน้นที่อาณาจักรของพระเจ้า (หรืออาณาจักรสวรรค์) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่คริสเตียนน้อยคนจะคุ้นเคย สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว “ราชอาณาจักร” จะหมายถึงดินแดนที่ปกครองโดยกษัตริย์ (อย่างเช่น “ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย” ชื่ออย่างเป็นทางการของซาอุดิอาระเบีย) หรือประเทศที่มีระบอบรัฐธรรมนูญที่มีกษัตริย์เป็นประมุข (เช่น “สหราชอาณาจักรบริเทนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ” ชื่ออย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักร)

      แต่คำภาษากรีกของ “ราชอาณาจักร” (basileia) มีความหมายอันดับแรกเกี่ยวกับการปกครองโดยกษัตริย์ มากกว่าจะหมายถึงดินแดนที่พระองค์ปกครอง ถึงกระนั้นความหมายอย่างหลังก็ไม่ได้ถูกตัดออกไป พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับ BDAG ก็ให้สองคำนิยามหลักของคำนี้ว่า (1) เป็นการปกครอง; ก. การปกครองโดยกษัตริย์, โดยอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน, การปกครองของกษัตริย์; ข. การครองราชย์ของกษัตริย์; (2) ดินแดนที่ปกครองโดยกษัตริย์, ราชอาณาจักร ความ หมายของดินแดนถูกระบุไว้เป็นคำจำกัดความที่สองแทนที่จะเป็นคำจำกัดความแรก แต่ที่บอกได้มากกว่าก็คือ พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับ BDAG ให้การอ้างอิงในพระคัมภีร์และนอกพระคัมภีร์สำหรับคำจำกัดความแรก (การปกครองโดยกษัตริย์, การปกครองของกษัตริย์) มากเป็นสิบเท่าของคำจำกัดความที่สอง (ดินแดนของกษัตริย์) สิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่สุดคืออาณาจักรของพระเจ้าเป็นการปกครองของพระเจ้าในชีวิตของประชากรของพระองค์

      อาณาจักรของพระเจ้ายังเรียกอีกอย่างว่า “อาณาจักรสวรรค์” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในพระกิตติคุณมัทธิวเท่านั้น[33] ความเหมือนกันของอาณาจักรของพระเจ้ากับอาณาจักรสวรรค์นั้นเห็นได้จากข้อ เท็จจริงว่าในมัทธิว 19:23-24[34] พระเยซูทรงใช้ทั้งสองคำเพื่อกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน สำหรับชาวยิวแล้ว สวรรค์เป็นคำที่ใช้แทนพระเจ้าในแบบเดียวกับที่ชาวจีนเรียกว่าสวรรค์ (天) เป็นคำที่ใช้แทนพระเจ้า (神 หรือ 上帝)

      นอกเหนือจากอาณาจักรแล้ว ส่วนสำคัญอีกอย่างในพันธกิจของพระเยซูในโลกนี้ก็คือ การตายของพระองค์เพื่อลบมลทินบาป ซึ่งถูกกล่าวถึงหลายครั้งในพระกิตติคุณสามเล่มแรกโดยใช้ภาษาคล้ายกับการรายงานข้อเท็จจริงที่เข้าใจได้ง่าย คำกล่าวที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความตายของพระองค์และจุดประสงค์ของความตายจะพบได้ในมาระโก 10:45 (และมัทธิว 20:28 ข้อที่เหมือนกัน)[35] ที่พระเยซูตรัสว่าพระองค์มา “เพื่อปรนนิบัติ ไม่ใช่เพื่อรับการปรนนิบัติ และให้ชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก” ในคำอุปมาต่างๆ พระเยซูตรัสเป็นนัยกว้างๆถึงการตายของพระองค์ แต่ไม่มีสิ่งใดชัดเจนเหมือนในข้อที่เราเพิ่งอ้างอิงไป

      เราจะเห็นการเน้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับความตายของพระเยซูในพระกิตติคุณยอห์น โดยเริ่มจากคำประกาศของยอห์นผู้ให้บัพติศมาว่าพระเยซูทรงเป็น “​พระ​เมษ​โป​ดก​ของ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​รับ​บาป​ของ​โลก​ไป” (ยอห์น 1:29) ไม่มีคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของการตายของพระองค์ได้ชัดเจนไปกว่านี้ ส่วนที่เหลือของพระกิตติคุณยอห์นนั้นให้รายละเอียดของคำประกาศที่สำคัญเกี่ยวกับพระเมษโปดกของพระเจ้า การบอกเล่าถึงการที่พระเยซูคริสต์จะทรงทนทุกข์ทรมานบนกางเขน ซึ่งครอบคลุมช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตในโลกของพระเยซูนั้น ใช้เนื้อที่ประมาณหนึ่งในสามของพระกิตติคุณยอห์น เมื่อเทียบกับหนึ่งในสี่ในพระกิตติคุณสามเล่มแรก

      ดังนั้นพระกิตติคุณทั้งสี่จึงพร้อมเพรียงกันอธิบายให้เห็นจุดสำคัญสองอย่างของพันธกิจของพระเยซูในโลกนี้ โดยในพระกิตติคุณสามเล่มแรกมีจุดสำคัญคือพันธกิจในการสอนของพระองค์และเนื้อหาหลักของคำสอน นั่นก็คืออาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งก็เป็นหัวข้อสำคัญในคำเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมด้วย อีกจุดสำคัญที่โดดเด่นในพระกิตติคุณทั้งสี่โดยเฉพาะในยอห์นก็คือ งานการไถ่หรือการชดใช้บาปด้วยชีวิตและความตายของพระเยซู

      เราจะพบส่วนสำคัญทั้งสองนี้ในจดหมายต่างๆของพระคัมภีร์ใหม่ หลักการของราชอาณาจักรกำลังดำเนินอยู่ในชีวิตของคริสตจักรในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้คำที่ชัดเจนว่า “ราชอาณาจักร” จึงปรากฏไม่บ่อยนักในจดหมายต่างๆของพระคัมภีร์ใหม่ คำเทศนาบนภูเขาซึ่งเป็นหัวใจในการดำเนินชีวิตในอาณาจักรของพระเจ้านั้น ตอนนี้ได้นำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์

      พันธกิจของพระเยซูบนโลกนี้มีความหมายสำคัญสำหรับเราในขณะนี้ การตายของพระองค์เพื่อไถ่บาปและการฟื้นพระชนม์ของพระองค์มีผลอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เชื่อ

 

โรม 9:26 “และ​ใน​สถาน​ที่​ซึ่ง​ทรง​กล่าว​แก่พวก​เขา​ว่า ‘พวกเจ้า​​ไม่​ใช่​ชน​ชาติ​ของ​เรา’ ใน​ที่​นั้น​เองพวก​เขา​​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”

เอเฟซัส 5:8 เพราะ​เมื่อ​ก่อน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​มืด แต่​บัด​นี้​ท่าน​เป็น​ความ​สว่าง​ใน​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า จง​ดำ​เนิน​ชีวิต​อย่าง​ลูก​ของ​ความ​สว่าง

 

      ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ยิ่งใหญ่หรือน่าตกใจไปกว่าสิ่งที่อธิบายไว้ในคำกล่าวเหล่านี้

 

ลักษณะงานของพระเยซูที่มีเวลาจำกัด

      เมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงในความเชื่อตรีเอกานุภาพที่มีพระเยซูเป็นพระเจ้า เราจึงอ่านพระคัมภีร์โดยไม่ได้ตระหนักว่าพันธกิจของพระองค์ในแผนการความรอดของพระเจ้านั้นมีเวลาจำกัด งานของพระเยซูไม่ได้ทำไปเรื่อยๆตลอดกาลและไม่มีที่สิ้นสุด แต่สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ด้วยความสำเร็จและชัยชนะ พระเยซูตรัสว่าคนสุขภาพดีไม่​ต้อง​การ​หมอ แต่​คน​ป่วย​ต้อง​การ ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหมอได้รักษาคนป่วยสำเร็จแล้ว? ตอนนี้คนป่วยคนนั้นก็เป็นคนสุขภาพดีคนหนึ่งที่ไม่ต้องการหมออีกต่อไป พูดอีกอย่างก็คือ หมอที่ดีคือคนที่หมดธุระของตนและหยุดทำหน้าที่หมอ! หมอที่ไม่ดีจะไม่ยอมหยุดเพื่อจะดูดเงินทั้งหมดของผู้ป่วยต่อไปโดยไม่ยอมรักษาเขาให้หายสักที เหมือนอย่างกรณีของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคโลหิตตกมาเป็นเวลาสิบสองปีที่ “เธอ​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​มาก​กับ​หมอ​หลาย​คน และ​สูญ​สิ้น​ทรัพย์​ที่​เธอ​มี แต่​โรค​นั้น​ก็​ไม่​ได้​บรร​เทา กลับ​ยิ่ง​กำ​เริบ​หนัก​ขึ้น” (มาระโก 5:25-26)

      ที่กางเขน พระเยซูทรงทำงานของพระองค์เสร็จสิ้นในฐานะพระเมษโปดกที่เป็นเครื่องถวายบูชาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30) ต่อมาพระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์และประทับนั่งเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งการนั่งลงของพระองค์แสดงให้เห็นว่างานการไถ่บาปที่พระองค์รับมอบหมายจากพระบิดานั้นพระองค์ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว ประเด็นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนในจดหมายถึงชาวฮีบรู (“ครั้งเดียวเป็นพอ” 7:27, 9:12,26; 10:10)[36] การถวายเครื่องบูชาของพระเยซู “เพียงครั้งเดียว” นั้นตรงกันข้ามกับการถวายเครื่องบูชาที่ไม่มีวันสิ้นสุดในพระวิหารในเยรูซาเล็ม ซึ่งไม่สามารถลบล้างความบาปได้เพียงพอ และต้องถวายแล้วถวายอีกตลอดไป แต่การถวายเครื่องบูชาของพระเยซูมีผลถาวรในการอภัยบาปให้กับผู้ที่วางใจในพระองค์ ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าที่ถูกประหารเพื่อความรอดของพวกเขา

      ภารกิจของพระเยซูก็คือการนำเรามาหาพระเจ้า และเมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของพระองค์ก็บรรลุตามจุดประสงค์นั้น จะเกิดอะไรขึ้นหรือ หลังจากที่พระเยซูได้ทรงนำเรามาถึงพระเจ้า? มันไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เราสามารถจะมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้โดยตรงหรอกหรือ? เมื่อพระเยซูได้ทรงนำเราเข้ามาในความสัมพันธ์สนิทกับพระยาห์เวห์แล้ว งานของพระองค์ก็เสร็จสิ้นลง และเป็นเหมือนกับหมอที่ดีที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องเข้าไปก้าวก่ายอีกต่อไป เว้นแต่เราจะทำบาปและต้องการผู้ช่วยทูลขอ (1 ยอห์น 1:9; 2:1)[37]

      นี่ไม่เหมือนกับงานการไกล่เกลี่ยของคนกลางหรอกหรือ? บทบาทของผู้ไกล่เกลี่ยคืออะไร ถ้าไม่ใช่การทำให้สองฝ่ายคืนดีกัน? แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากมีการคืนดีกันได้แล้ว? หลังจากคืนดีกันแล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เปาโลกล่าวว่า “เพราะ​มี​พระ​เจ้า​เพียงองค์​เดียว และ​มีคน​กลาง​​ผู้​เดียว​ระหว่าง​พระ​เจ้า​กับ​มนุษย์ คือ​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​มนุษย์” (1 ทิโมธี 2:5) ข้อผิด พลาดของความเชื่อในตรีเอกานุภาพก็คือ แทนที่จะให้ภาพพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ทำให้มีการคืนดีกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ครั้งเดียวเป็นพอ แต่กลับให้ภาพของผู้ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดโดยทำให้มนุษย์คืนดีกับพระองค์เอง ยิ่งกว่านั้นยังยืนคั่นกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์อีกด้วย!

      ในข้อ 1 ทิโมธี 2:5 ที่เพิ่งอ้างอิงไปนี้ เปาโลยืนหยัดในความเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวตามพระคัมภีร์ในคำยืนยันของเขาว่า “มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว” ที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจนกับความเป็นมนุษย์ที่กล่าวไว้ในคำพูดว่า “พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​มนุษย์” คน​กลาง​​ผู้​เดียว​ระหว่าง​พระ​เจ้า​กับ​มนุษย์ไม่ใช่พระเจ้าหรือพระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์ แต่เป็น “​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​มนุษย์” (การแปลตรงตัวแบบคำต่อคำจากภาษากรีก) พระคัมภีร์บางฉบับ (NET, HCSB, NAB, NRSV) ให้ความ หมายที่เบาลงว่า “พระเยซูคริสต์ พระองค์เองเป็นมนุษย์” พระคัมภีร์ภาษาจีนฉบับยูเนี่ยนยิ่งพลิกแพลงจาก “​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​มนุษย์” โดยแปลผิดเป็น “พระเยซูคริสต์ผู้ที่เสด็จลงมาในโลกเพื่อมาเป็นมนุษย์”![38] ซึ่งก็สับสนเหมือนกันกับหนังสืออธิบายพระคัมภีร์ของ ดร. คอนสเตเบิลที่แทนที่คำว่า “มนุษย์” ด้วยคำว่า “พระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์” ในคำกล่าวที่ว่า “พระเจ้าที่มาเป็นมนุษย์ เป็นผู้กลางเพียงผู้เดียวของพันธสัญญาใหม่ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์”!

      เรื่องนี้ก็เหมือนกับกรณีของหมอผู้ชำนาญการ คือเมื่องานของคนกลางเสร็จสิ้นในครั้งเดียวพอ เขาก็ไม่ต้องทำหน้าที่คนกลางให้สำเร็จอีกต่อไป แล้วเขาจะเสียใจไหมกับการหมดหน้าที่ (หรือหมดธุระกับคนไข้) ที่ไม่ได้ใช้ความสามารถและการรักษาที่ประสบความสำเร็จของเขาอีกต่อไป? ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ๆ ทำไมทุกคนจึงคิดว่าพระเยซูต้องทุกข์พระทัยกับการหมดหน้าที่ที่ทำให้เราคืนดีกับ พระเจ้าได้สำเร็จและอย่างมีชัยชนะ โดยที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องยืนคั่นกลางระหว่างพระเจ้ากับเราในฐานะคนกลางอีกต่อไป? ฉะนั้นจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปได้ที่พระเยซูจะทรงใช้สถานการณ์นี้เพื่อทำให้ตัวพระองค์เองเป็นศูนย์กลางของความสนใจและความจงรักภักดี ยกเว้นแต่ในความเชื่อที่ฝังหัวของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ

      เราอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันเกี่ยวกับงานของพระเยซูในการปราบศัตรูของพระเจ้า ในอนาคตซึ่งเป็นวาระสุดท้ายนี้ หลังจากที่งานของพระองค์ได้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างมีชัยชนะ พระเยซูจะทรงมอบฐานะกษัตริย์ของพระองค์คืนให้พระบิดาและจะทรงอยู่ในฐานะที่อยู่ใต้อำนาจของพระบิดาเป็นนิตย์ (1 โครินธ์ 15:24-28)[39]  


[1] โรม 1:1 “เปา​โล ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​เยซู​คริสต์ ที่​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​ให้​เป็น​อัคร​ทูต และ​การ​ตั้ง​ไว้​ให้​ประ​กาศ​ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​พระ​เจ้า”

[2] กิจการ 20:24 “ขอให้​ข้าพ​เจ้า​ได้​​ทำ​พันธ​กิจ​ที่​ได้​รับ​จาก​พระ​เยซู​​ให้​สำ​เร็จ คือ​​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประ​เสริฐ​ที่​สำ​แดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า”

[3] มาระโก 1:14 “หลัง​จาก​ยอห์น​ถูก​จับ​แล้ว พระ​เยซู​เสด็จ​มา​ยัง​แคว้น​กา​ลิลี ทรง​ประ​กาศ​ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​พระ​เจ้า”

[4] มาระโก 1:1 “ข่าว​ประ​เสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​​​พระ​บุตร​ของ​พระเจ้า ​​​เริ่ม​ต้น​ตรง​นี้”

[5] ดังที่เห็นใน “พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ตั้ง​พระ​เยซู​ไว้​ให้​เป็น​เครื่อง​บู​ชา​ไถ่​บาป​โดย​พระ​โล​หิต​ของ​พระ​องค์” (โรม 3:25); “เพื่อจะได้ทรงลบมลทินบาปของปวงประชากร” (ฮีบรู 2:17), “พระ​องค์​ทรง​เป็น​เครื่อง​บูชา​ลบ​บาป​ของ​เรา” (1 ยอห์น 2:2), “พระ​องค์​ทรง​รัก​เรา และ​ทรง​ใช้​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​มา เพื่อ​เป็น​เครื่อง​บูชา​ลบ​บาปของ​เรา” (1 ยอห์น 4:10) คำกรีกของ “​​ลบ​ล้าง” (คำที่ถูกต้องกว่าคือ “การชดใช้”) คือ hilastērion ในข้อแรก, hilaskomai ในข้อสอง และ hilasmos ในสองข้อสุดท้าย

[6] เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5 “ท่าน​จง​รัก​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ด้วย​สุด​จิต ​สุด​ใจ ​และ​สุด​กำลัง​ของ​ท่าน”

[7] Encyclopedia Judaica

[8] 1 เธสะโลนิกา 1:9 “และ​กล่าว​ถึง​การ​ที่​ท่าน​ได้​ละ​ทิ้ง​รูป​เคารพ​และ​หัน​มา​หา​พระ​เจ้า เพื่อ​รับ​ใช้​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​และ​เที่ยง​แท้”

[9] อิสยาห์ 40:3 เสียง​หนึ่ง​ร้อง​ว่า “จง​เตรียม​มรร​คา​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร จง​ทำ​ทาง​หลวง​ใน​ที่​ราบ​แห้ง​แล้ง​ให้​ตรง​สำ​หรับ​พระ​เจ้า​ของ​เรา”

[10] wisdom books หรือ คำสั่งสอนแห่งปัญญา

[11] ยอห์น 5:39 “พวก​ท่าน​ค้น​ดู​ใน​พระ​คัม​ภีร์​เพราะ​ท่าน​คิด​ว่า​ใน​นั้น​มี​ชีวิต​นิรันดร์ และ​พระ​คัม​ภีร์​นั้น​เอง​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา”

[12] Vincent Taylor นักศาสนศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของศตวรรษที่ 19

[13] Names of Jesus

[14] ยอห์น 8:29 “พระ​องค์​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​ก็​สถิต​อยู่​กับ​เรา ​ไม่​ได้​ทรง​ทิ้ง​เรา​ไว้​ตาม​ลำ​พัง เพราะ​ว่า​เรา​ทำ​ตาม​ชอบ​พระ​ทัย​พระ​องค์​เสมอ”

[15] scientific theology หรือ ธรรมวิทยาทางวิทยาศาสตร์

[16] ฮีบรู 9:14 “มาก​ยิ่ง​กว่า​นั้น​สัก​เท่า​ใด พระ​โล​หิต​ของ​พระ​คริสต์ ผู้​ทรง​ถวาย​พระ​องค์​เอง​ที่​ปราศ​จาก​ตำ​หนิ​แด่​พระ​เจ้า​โดย​พระ​วิญ​ญาณ​นิรันดร์ ก็​จะ​ทรง​ชำระ​มโน​ธรรม​ของ​เรา​จาก​การ​ประ​พฤติ​ที่​เปล่า​ประ​โยชน์ เพื่อ​เรา​จะ​ปรน​นิบัติ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”

[17] 1 ยอห์น 4:17 “เช่นนี้ความ​รัก​จึง​เต็มบริ​บูรณ์ท่ามกลางเราทั้งหลาย เพื่อเราจะมีความ​มั่น​ใจ​ใน​วัน​พิพาก​ษา​ เพราะในโลกนี้เราเป็นเหมือนพระเยซู” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

[18] ยอห์น 10:38 “จง​เชื่อ​เพราะ​การ​นั้น เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​รู้​และ​เข้าใจ​ว่า​พระ​บิดา​อยู่​ใน​เรา และ​เรา​อยู่​ใน​พระ​บิดา”

[19] กิจการ 2:24,32; 3:15,26; 13:30; โรม 4:24; 6:4; 8:11; 1 โครินธ์ 15:4,12 (พระเจ้าทรงกระทำให้ เช่นในยอห์น 2:22); กาลาเทีย 1:1; เอเฟซัส 1:20; โคโลสี 2:12; 1 เปโตร 1:21

[20] the aorist passive; ฉบับมาตรฐาน 2011 แปลว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​องค์​เป็น​ขึ้น​มา” (ผู้แปล)

[21] ฉบับ NIV 1984 และ CJB แปลว่า “จะกล่าวอะไรและกล่าวอย่างไร” ในตัวบทภาษากรีกคำว่า “อะไร” และ “อย่างไร” แปลมาจากสรรพนามคำถามคำเดียวกันคือ “tis” (อย่าสับสนระหว่าง τίς กับ τὶς) ความหมายทั่วไปของ “tis” คือการซักถามว่า “อะไร” แม้กระทั่งจะเป็นการอุทานว่า “อย่างไร” ก็เป็นไปได้ (BDAG) ด้วยการแปล “tis” ทั้งสองกรณีแตกต่างกันว่า “อะไร” และ “อย่างไร” การแปลทั้งสองอย่างถูกต้องตามคำ ฉบับ NIV 1984 และ CJB หลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำซากและซ้ำซ้อนว่า “​กล่าว​อะไร​หรือ​พูด​อะไร” ที่พบในการแปลฉบับอื่นๆ

[22] ฉบับภาษาอังกฤษทุกฉบับใช้คำ “a man” (“But as it is, you are seeking to kill Me, a man who has told you the truth that I heard from God) ซึ่งเป็นคำ “ἄνθρωπος”(anthropos) ที่หมายถึง “มนุษย์” (ผู้แปล)

[23] ยอห์น 8:40 “เราผู้บอกความจริงซึ่งเราได้ยินจากพระเจ้าแก่ท่าน อับราฮัมไม่ทำเช่นนี้” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

[24] ยอห์น 12:49 “เพราะ​เรา​ไม่​ได้​กล่าว​ตาม​ใจ​เรา​เอง แต่​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​เป็น​ผู้​บัญ​ชา​เรา​ว่า​จะ​กล่าว​อะไร​หรือ​พูด​อะไร”

[25] มัทธิว 16:14 เขา​ทั้ง​หลาย​ทูล​ตอบ​ว่า “บางคน​ว่า​เป็น​ยอห์น​ผู้​ให้​บัพ​ติศ​มา แต่​บาง​คน​ว่า​เป็น​เอลี​ยาห์ ส่วน​คน​อื่นๆ ว่า​เป็น​เย​เร​มีย์ หรือ​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​บรร​ดา​ผู้​เผย​พระ​วจนะ”

[26] ยอห์น 5:37 “ทั้งพระบิดาผู้ทรงส่งเรามา พระองค์เองได้ทรงเป็นพยานให้เรา ท่านไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงหรือเห็นรูปพรรณสัณฐานของพระองค์” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

[27] pempō อีก 6 ครั้งที่เหลือในพระกิตติคุณยอห์น ถูกใช้ในลักษณะต่อไปนี้คือ ในการส่งพระวิญญาณ (14:26; 15:26; 16:7); พวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวี (ยอห์น 1:22); พระเยซูทรงส่งสาวก (13:20; 20:21)

[28] ที่ปรากฏ 17 ครั้งคือ ยอห์น 3:17,34; 5:36,38; 6:29,57; 7:29; 8:42; 10:36; 11:42; 17:3,8,18,21,23,25; 20:21

[29] ฮีบรู 3:1 “เพราะ​ฉะ​นั้นพี่​น้อง​ธรรมิกชน​ทั้ง​หลาย ผู้​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​การ​ทรง​เรียก​จาก​สวรรค์ จง​พิจาร​ณา​ดู​พระ​เยซู​ผู้​ที่​พระเจ้า​ทรง​ใช้​มา​และ​ผู้​เป็น​มหา​ปุโร​หิต​ที่​เรา​ประ​กาศ​ว่า​เชื่อ”

[30] ยอห์น 5:43 “เรา​มา​ใน​พระ​นาม​พระ​บิดา​ของ​เรา​และ​พวก​ท่าน​ไม่​ยอม​รับ​เรา ถ้า​คน​อื่น​มา​ใน​นาม​ของ​เขา​เอง พวก​ท่าน​ก็​จะ​รับ​คน​นั้น”

[31] อิสยาห์ 6:3 “บริ​สุทธิ์ บริ​สุทธิ์ บริ​สุทธิ์ พระ​ยาห์​เวห์​จอม​ทัพ แผ่น​ดิน​โลก​ทั้ง​สิ้น​เต็ม​ด้วย​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์”

[32] มัทธิว 11:25 “ข้า​แต่​พระ​บิดา ผู้​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์​และ​โลก ข้า​พระ​องค์​สรร​เสริญ​พระ​องค์ ที่​พระ​องค์​ทรง​ปิด​บัง​สิ่ง​เหล่า​นี้​ไว้​จาก​คน​มี​ปัญ​ญา​และ​คน​ฉลาด แต่​ทรง​สำ​แดง​แก่​พวก​ทารก”

[33] มัทธิวใช้ “อาณาจักรสวรรค์” 32 ครั้งและ “อาณาจักรของพระเจ้า” 4 ครั้ง (หรือ 5 ครั้ง เปรียบเทียบต้นฉบับที่ต่างกันใน 6:33) แต่ตรงข้ามกับส่วนที่เหลือในพระคัมภีร์ใหม่ที่ใช้ “อาณาจักรของพระเจ้า” 62 ครั้ง และไม่เคยใช้ “อาณาจักรสวรรค์” การปรากฏ 62 ครั้งนี้กระจายอยู่ในเล่มต่อไปนี้คือ มาระโก 14 ครั้ง, ลูกา 32 ครั้ง, ยอห์น 2 ครั้ง, กิจการ 6 ครั้ง จดหมายของเปาโล 8 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมถึงคำ “อาณาจักร” ซึ่งสั้นกว่าที่พบในถ้อยคำ เช่น “ข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักร” (มัทธิว 4:23) หรือ “บรรดาลูกของอาณาจักร” (มัทธิว 8:12)

[34] ในมัทธิว 19:23-24 “เรา​บอก​​อีก​ว่าให้​อูฐ​​ลอด​รู​เข็ม​ก็​ยัง​ง่าย​กว่า​ที่​คน​รวย​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​ของ​พระ​เจ้า” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

[35] มาระโก 10:45 “​บุตร​มนุษย์​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​รับ​การ​ปรน​นิบัติ แต่​มา​เพื่อ​จะ​ปรน​นิบัติ​คน​อื่นและ​ให้​ชีวิต​ของ​ท่าน​เป็น​ค่า​ไถ่​คน​จำ​นวน​มาก”

[36] ฮีบรู 10:10 “​โดย​พระ​ประ​สงค์​นั้น​เอง เรา​จึง​ได้​รับ​การ​ชำระ​ให้​บริสุทธิ์ โดย​การ​ถวาย​พระ​กาย​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​ครั้ง​เดียว​เป็น​พอ”

[37] 1 ยอห์น 2:1 “ลูก​ของ​ข้าพ​เจ้า​เอ๋ย ข้าพ​เจ้า​เขียน​ข้อ​ความ​เหล่า​นี้​ถึง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ไม่​ทำ​บาป และ​ถ้า​ใคร​ทำ​บาป เรา​ก็​มี​ผู้​ช่วย​ทูล​ขอ​พระ​บิดา​เพื่อ​เรา คือ​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​ทรง​เที่ยง​ธรรม​นั้น”

[38] Chinese Union Bible; 降世为人的基督耶稣

[39] 1 โครินธ์ 15:24-28 แล้ว​ก็​จะ​เป็น​เวลา​อวสาน​ซึ่ง​พระ​คริสต์​จะ​ทรง​มอบ​อา​ณา​จักร​แด่​พระ​เจ้า​พระ​บิดา และ​จะ​ทรง​ทำ​ลาย​ภูต​ผี​ที่​ครอบ​ครอง​ทั้ง​หมด ภูต​ผี​ที่​มี​สิทธิ​อำ​นาจ​และ​ที่​มี​ฤทธา​นุภาพ เพราะ​​พระ​คริสต์​ทรง​ต้อง​ครอบ​ครอง​จน​กว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ปราบ​ศัตรู​ทั้ง​หมด​ให้​อยู่​ใต้​พระ​บาท​ของ​พระ​คริสต์ ศัตรู​ตัว​สุด​ท้าย​ที่​จะ​ถูก​ทำ​ลาย​คือ​ความ​ตาย เพราะ​ว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำนาจ​ภาย​ใต้​พระ​บาท​ของ​พระ​บุตร” แต่​เมื่อ​พระ​คัม​ภีร์​กล่าว​ว่า​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​นั้น ก็​รู้​ชัด​กัน​อยู่​แล้ว​ว่า ยก​เว้น​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจพระ​องค์ เมื่อ​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​พระ​องค์​แล้ว เมื่อ​นั้น​พระ​บุตร​พระ​องค์​เอง​ก็​จะ​ทรง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​พระองค์ เพื่อ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​เป็น​เอก​ใน​ทุก​สิ่ง